ปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาสาระและการดำเนินงาน
กองวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย,
          

 

 

 

กองวิเทศสัมพันธ์

สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย

          

                   ยูเนสโกได้เล็งเห็นความสำคัญในอนาคตของการอุดมศึกษาที่ต้องพร้อมต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก จึงได้ริเริ่มจัดการประชุมระดับโลกด้านอุดมศึกษาเป็นครั้งแรก ณ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนตุลาคม 2541 ซึ่งประเทศสมาชิกของยูเนสโกได้ให้การรับรองปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 : วิสัยทัศน์และการปฏิบัติและกรอบการดำเนินงานสำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาอุดมศึกษาเป็นบรรทัดฐานในการปรับปรุงอุดมศึกษา

                   ทบวงมหาวิทยาลัยในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการอุดมศึกษาและเป็นแกนในการนำคณะผู้แทนไทยเดินทางไปร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา ได้ตระหนักถึงการพัฒนาระบบอุดมศึกษาซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถก้าวทันกระแสโลกาภิวัฒน์และการแข่งขันของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 จึงได้ให้ความสำคัญในลำดับต้นต่อการกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังตามแนวทางของปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาฯ โดยได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขยายผลการประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา เมื่อเดือนมิถุนายน 2542 รวมทั้งจัดแปลปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาฯและกรอบการดำเนินงานสำคัญฯเป็นภาษาไทยเพื่อเผยแพร่อย่างกว้าวขวาง

                   หนังสือเรื่อง " ปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา สาระและการดำเนินงาน " ฉบับนี้ได้นำเอกสารสำคัญทั้งสองฉบับมาจัดแปลเป็นภาษาไทยเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ และสามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้างในแวดวงนักการศึกษาและประชาชนทั่วไปอันจะช่วยให้การปฏิรูปอุดมศึกษาของไทยบรรลุผลสำเร็จมากยิ่งขึ้นพร้อมทั้งได้นำผลการประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาและผลการประชุมขยายผลดังกล่าวซึ่งจัดโดยทบวงมหาวิทยาลัยมารวบรวมไว้ในภาคผนวก

                   ทบวงมหาวิทยาลัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานด้านการศึกษาในการร่วมมือปฏิบัติภารกิจของตนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยพร้อมๆกับการปฏิบัติตามพันธกิจของประเทศที่จะสานต่อปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาฯต่อไป

( ดร.วันชัย ศิริชนะ )   

ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย

          

 

องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ

การประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา

อุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21: วิสัยทัศน์และการปฏิบัติ

กรุงปารีส วันที่ 5 - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2541

 

อารัมภบท

                   เมื่อใกล้เข้าสู่ศตวรรษใหม่ ความต้องการศึกษาต่อใน ระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้นและการจัดการอุดมศึกษาก็ หลากหลายมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ประชาชน พากันตระหนักมากขึ้นถึงความสำคัญยิ่งของอุดมศึกษา ต่อการพัฒนาสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้าง อนาคตซึ่งส่งผลให้เยาวชนรุ่นใหม่จำเป็นต้องสร้างเสริมทักษะ ความรู้และอุดมคติใหม่ อุดมศึกษาครอบคลุมถึง "การศึกษา การฝึก อบรม หรือการฝึกอบรมเพื่อวิจัยในระดับหลังมัธยมศึกษาทุกรูปแบบ ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบของรัฐรับรองว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษา"1 ไม่ว่าแห่งหนใด อุดมศึกษาต้องเผชิญกับความท้าทายและความยากลำบากอย่าง ใหญ่หลวงในเรื่องงบประมาณ ในด้านเงื่อนไขการเข้าศึกษา และ เงื่อนไขระหว่างศึกษาที่เป็นธรรม การพัฒนาบุคลากรที่ดีขึ้น การฝึกอบรมที่เน้นการพัฒนา ทักษะ การส่งเสริมและรักษาคุณภาพด้านการสอน การวิจัย และการบริการ ความสอดคล้องของหลักสูตร ความสามารถของบัณฑิตที่เอื้อต่อการมีงานทำ การจัดทำข้อตกลงความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ และการได้รับประโยชน์จากความร่วมมือ ระหว่างประเทศอย่างเป็นธรรม ในขณะเดียวกันอุดมศึกษายังต้อง ประสบกับความท้าทายจากโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งได้ปรับปรุงวิธีการสร้าง จัดการ เผยแพร่ เข้าถึง และควบคุม ความรู้ให้ดีขึ้น จึงควรมีการประกันให้การศึกษาทุกระดับสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้มากเท่า ๆ กัน ประวัติการอุดมศึกษาจะจารึกครึ่งหลังของศตวรรษนี้ไว้ว่า เป็นช่วงเวลาที่การอุดมศึกษาขยายตัวอย่างเด่นชัดที่สุด คือมีจำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่า จาก 13 ล้านคนในปี 2503 เป็น 82 ล้านคนในปี 2538 แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ช่องว่างด้านการเข้าศึกษาและทรัพยากรเพื่อการเรียนและวิจัยในระดับอุดมศึกษาระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาและโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาน้อย ที่สุด ซึ่งเดิมมีมากอยู่แล้วนั้นยิ่งมากขึ้นอีก ช่วงเวลานี้ยังมีการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคม และเศรษฐกิจมากขึ้นและโอกาสการเข้าศึกษาภายในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศที่พัฒนาที่สุดและมั่งคั่งที่สุดบางประเทศก็แตกต่าง กันมากขึ้น ประเทศใดก็ตามที่ไม่มีสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัย มากพอที่จะผลิตผู้มีความรู้และทักษะได้อย่างพอเพียง ก็ไม่อาจจะ มั่นใจได้ว่าจะเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในประเทศได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจน จะไม่สามารถลดช่องว่างระหว่างประเทศของตนกับประเทศพัฒนา ทางอุตสาหกรรมได้เลย การแบ่งปันความรู้ความร่วมมือระหว่าง ประเทศและเทคโนโลยีใหม่ ๆ สามารถสร้างโอกาสใหม่ ๆ เพื่อลดช่องว่างนี้ได้

                   มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าอุดมศึกษาสามารถดำรง อยู่ได้นานนับศตวรรษที่ผ่านมาและสามารถปรับเปลี่ยน รวมทั้งก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในสังคม ขอบข่ายและจังหวะของการเปลี่ยนแปลงทำให้สังคมต้องอิงความรู้มากขึ้น จนการศึกษาระดับสูงและการวิจัยกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ รวมทั้งการพัฒนาของปัจเจกบุคคล ชุมชนและประเทศชาติที่ยั่งยืนในสภาวะแวดล้อมนั้น ๆ อุดมศึกษาเองจึงเผชิญกับความท้าทายที่ยากยิ่งและจะต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้สังคมของเราที่กำลังประสบภาวะวิกฤตด้านค่านิยมสามารถหลุดพ้นจากข้อกำหนดเฉพาะด้านเศรษฐกิจไปสู่การประสมประสานมิติในเชิงลึกของศีลธรรมและจิตวิญญาณ

                   เพื่อแสวงหาคำตอบให้กับความท้าทายเหล่านี้และเพื่อเริ่มกระบวนการปฏิรูปอุดมศึกษาในเชิงลึกทั่วโลก ยูเนสโกจึงได้จัดการประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21: วิสัยทัศน์ และการปฏิบัติในการเตรียมการจัดประชุมครั้งนี้ยูเนสโกได้จัดทำเอกสารเชิงนโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอุดมศึกษาขึ้นในปี พ.ศ. 2538 ต่อจากนั้นได้จัดประชุมหารือระดับภูมิภาค 5 ครั้ง (ฮาวานา เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ดาการ์ เดือนเมษายน พ.ศ. 2540 โตเกียว เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 ปาแลร์โม เดือนกันยายน พ.ศ. 2540 และเบรุต เดือนมีนาคม พ.ศ. 2541) ปฏิญญาและแผนปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองจากการประชุมระดับภูมิภาคดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวได้นำมาประกอบการพิจารณาในการจัดเตรียมปฏิญญาฉบับปัจจุบันเช่นเดียวกับกระบวนการประมวลความคิดเห็นที่ดำเนินการเพื่อเตรียมการจัดการประชุม ระดับโลก

                   พวกเราที่ได้เข้าร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา ณ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ระหว่างวันที่ 5-9 ตุลาคม พ.ศ. 2541 จึงพร้อมใจกัน

                   ระลึกถึงหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง

                   ระลึกถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งระบุไว้ใน มาตรา 26 ย่อหน้าที่ 1 ว่า "ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา" และ "อุดมศึกษาพึงเปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันบนพื้นฐาน ของความสามารถ" และเห็นชอบกับหลักการพื้นฐานของอนุสัญญา ต่อต้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (พ.ศ. 2503) ซึ่งในมาตรา 4 ได้กำหนดพันธกิจให้รัฐที่เป็นภาคี "จัดอุดมศึกษาที่ให้ทุกคนมีโอกาส อย่างเท่าเทียมกันบนพื้นฐานของความสามารถของแต่ละบุคคล"

                   พิจารณาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับอุดมศึกษาของคณะกรรมาธิการ และการประชุมสำคัญ ๆ รวมถึงคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศด้าน การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 คณะกรรมาธิการโลกด้านวัฒนธรรม และการพัฒนา การประชุมระหว่างประเทศด้านการศึกษาสมัยสามัญ ครั้งที่ 44 และ 45 (เจนีวา พ.ศ. 2537 และ พ.ศ. 2539) มติของการ ประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 27 และ 29 ของยูเนสโกโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ ข้อเสนอแนะด้านสถานภาพของครูระดับอุดมศึกษา การประชุมระดับ โลกเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชน (จอมเทียน ประเทศไทย พ.ศ. 2533) การประชุมของสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (ริโอ เดอจาเนโร พ.ศ. 2535) การประชุมเรื่องเสรีภาพทางวิชาการและ ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย (ซินเนีย พ.ศ. 2535) การประชุม ระดับโลกเรื่องสิทธิมนุษยชน (เวียนนา พ.ศ. 2536) การประชุม สุดยอดระดับโลกเพื่อพัฒนาสังคม (โคเปนเฮเกน พ.ศ. 2538) การ ประชุมระดับโลกครั้งที่ 4 เรื่องสตรี (ปักกิ่ง พ.ศ. 2538) การประชุม ระหว่างประเทศเรื่องการศึกษาและสนเทศศาสตร์ (มอสโคว์ พ.ศ. 2539) การประชุมระดับโลกเรื่องการอุดมศึกษาและการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์สำหรับศตวรรษที่ 21 (มะนิลา พ.ศ. 2540) การประชุม ระหว่างประเทศเรื่องการศึกษาผู้ใหญ่ ครั้งที่ 5 (ฮัมเบอร์ก พ.ศ. 2540) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสำหรับอนาคตภายใต้หัวข้อ 2 (ปรับปรุงเงื่อนไขและคุณภาพของการเรียน) ที่ระบุว่า "พวกเราตั้ง ปณิธาณว่าจะ ...เปิดโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแก่นักศึกษา ผู้ใหญ่... โดยเรียกร้องให้การประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา (ปารีส พ.ศ. 2541) ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงของสถาบันระดับหลัง มัธยมศึกษาไปสู่สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตและกำหนดบทบาทของ มหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกัน"

                   เชื่อมั่นว่าการศึกษาเป็นเสาหลักของสิทธิมนุษยชน ประชา- ธิปไตย การพัฒนาที่ยั่งยืนและสันติภาพ ดังนั้นการศึกษาจึงควรเปิด กว้างสำหรับทุกคนตลอดชีวิตและจำเป็นต้องมีมาตรการที่ก่อให้เกิด การประสานงานและความร่วมมือระหว่างภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะ ระหว่างสามัญศึกษา การศึกษาเทคนิค การศึกษาวิชาชีพ และ การศึกษาหลังมัธยมตอนปลาย นอกจากนี้ ยังรวมถึงการประสาน ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันเทคนิค

                   เชื่อว่าในบริบทนี้วิสัยทัศน์ของสังคมอนาคตและบทบาทของ การศึกษาโดยทั่วไปและของอุดมศึกษาโดยเฉพาะจะเป็นตัวกำหนด ทางแก้ปัญหาที่ประสบในช่วงก่อนศตวรรษที่ 21

                   ตระหนักว่าเมื่อก้าวสู่สหัสวรรษใหม่อุดมศึกษาจะมีหน้าที่ ธำรงคุณค่าและอุดมคติของสันติภาพและจะต้องระดมสรรพกำลัง ของชุมชนแห่งภูมิปัญญาเพื่อจุดหมายนั้น

                   พิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงจริงจังและการพัฒนาอุดมศึกษา การปรับปรุงคุณภาพและความสอดคล้องของอุดมศึกษาและ การแก้ไขปัญหาท้าทายที่อุดมศึกษาประสบ ล้วนต้องการความ ร่วมมืออย่างแข็งขันทั้งจากรัฐบาลและสถาบันอุดมศึกษา รวมถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งนักศึกษาและครอบครัว ครู อาจารย์ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ภาครัฐและภาคเอกชน รัฐสภา สื่อมวลชน ชุมชน สมาคมวิชาชีพ และสังคม ตลอดจนความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคมและการจัดการให้สามารถ ตรวจสอบสถาบันอุดมศึกษาได้ในเรื่องการใช้ทรัพยากรของรัฐและ เอกชนของชาติและนานาชาติ

                   เน้นย้ำว่าควรเสริมสร้างขีดความสามารถของระบบอุดมศึกษา เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน เพื่อเปลี่ยนแปลง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเพื่อสนองตอบความต้องการ ของสังคมและส่งเสริมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความเป็นธรรมระบบอุดมศึกษาควรมีและธำรงรักษาความเป็นต้นฉบับและ ความมีระบบระเบียบเคร่งครัดด้วยความเที่ยงธรรมในฐานะที่เป็นข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับการพัฒนาและรักษาคุณภาพไว้ในระดับที่ต้องการได้ นอกจากนี้ควรจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักศึกษาภายใต้แนวคิดการจัดการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อเอื้อให้นักศึกษาสามารถประสานกลมกลืนเข้ากับสังคมแห่งการเรียนรู้ของโลกในศตวรรษที่กำลังจะมาถึงได้อย่างเต็มที่

                   เชื่อด้วยว่าความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เป็นหนทางสำคัญในการพัฒนาอุดมศึกษาทั่วโลก

                   ดังนั้น จึงร่วมกันขอประกาศดังนี้

                   ภารกิจและหน้าที่ของอุดมศึกษา

                   มาตรา 1 ภารกิจในการให้การศึกษา ฝึกอบรมและวิจัย

                   พวกเราขอยืนยันว่าควรดำรง เสริมสร้าง และขยายขอบเขต ภารกิจหลักและคุณค่าของอุดมศึกษา โดยเฉพาะภารกิจในการก่อให้ เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและการปรับปรุงสังคมโดยรวมเพื่อ

                   ก. ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงและพลเมืองที่มีความ รับผิดชอบเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการดำเนินภารกิจ ของทุกภาคของสังคม โดยจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกัน รวมทั้งการฝึกอบรมวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยความรู้และทักษะระดับสูง โดยใช้หลักสูตรและเนื้อหาที่เหมาะสมและสอดรับกับความต้องการ ของสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างต่อเนื่อง

                   ข. สร้างโอกาส (espace ouvert) เพื่อการศึกษาระดับสูง และการศึกษาตลอดชีวิต โดยเปิดให้ผู้เรียนได้มีทางเลือกสูงสุด และให้มีความยืดหยุ่นในการเข้าและออกจากระบบการศึกษา ตลอดจน ให้โอกาสในการพัฒนาตนเองและการเคลื่อนย้ายในสังคม เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดีและเพื่อให้มีส่วนร่วมในสังคมอย่างเข้มแข็งด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เพื่อสร้างศักยภาพส่วนตนและเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน ประชาธิปไตยและสันติภาพภายใต้บริบทของความยุติธรรม

                   ค. พัฒนา สร้างสรรค์ และกระจายความรู้ผ่านการวิจัย และถ่ายทอดความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องให้เป็นบริการแก่ชุมชน เพื่อช่วยเหลือสังคมในการพัฒนาทางวัฒนธรรม สังคม และ เศรษฐกิจ ส่งเสริมและพัฒนาการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี รวมถึงการวิจัยทางสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และนฤมิตศิลป์

                   ง. ช่วยสร้างความเข้าใจ ตีความ อนุรักษ์ เพิ่มพูน ส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมเชิงประวัติศาสตร์ทั้งระดับชาติ ภูมิภาค และนานาชาติ ในบริบทของลัทธิพหุนิยมและความ หลากหลายทางวัฒนธรรม

                   จ. ช่วยปกป้องและเพิ่มพูนคุณค่าของสังคม โดยฝึกฝน เยาวชนเรื่องค่านิยมต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของชุมชนประชาธิปไตย และเสนอมุมมองเชิงวิพากษ์และเป็นกลาง เพื่อช่วยในการถกประเด็น ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์และเพื่อเสริมสร้างมุมมองเชิงมนุษยธรรม

                   ฉ. เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาและปรับปรุงการศึกษาทุก ระดับรวมถึงการฝึกอบรมครู

                   มาตรา 2 บทบาทด้านจริยธรรม ความเป็นอิสระ ความ รับผิดชอบและหน้าที่ในการคาดการณ์

                   เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานภาพของ บุคลากรด้านการสอนระดับอุดมศึกษา ซึ่งได้รับการรับรองโดย ที่ประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 สถาบันอุดมศึกษา บุคลากร และนักศึกษาควรจะ

                   ก. ธำรงรักษาและพัฒนาภาระหน้าที่หลักของตน โดยใช้ จริยธรรมและความเข้มงวดเชิงวิทยาศาสตร์และปัญญาไม่ว่าจะ ในการทำกิจกรรมใด ๆ

                   ข. สามารถให้ความเห็นเรื่องจริยธรรม วัฒนธรรม และ สังคมได้อย่างอิสระเต็มที่และด้วยความตระหนักดีถึงความ รับผิดชอบของตน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเชิงภูมิปัญญาตามที่สังคม ต้องการเพื่อช่วยในการไตร่ตรอง สร้างความเข้าใจ และลงมือปฏิบัติ

                   ค. เพิ่มบทบาทของตนในการวิพากษ์และมองไปในอนาคต โดยหมั่นวิเคราะห์แนวโน้มทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีจุดเน้นที่ชัดเจนสำหรับการ คาดการณ์เตือนภัยและป้องกัน

                   ง. ใช้ความสามารถทางภูมิปัญญาและเกียรติคุณด้าน ศีลธรรมเพื่อปกป้องและเผยแพร่ค่านิยมซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับ สากลอย่างแข็งขัน รวมถึงสันติภาพ ความยุติธรรม เสรีภาพ ความ เสมอภาค และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตามที่ระบุไว้ในธรรมนูญ ของยูเนสโก

                   จ. ใช้อิสรภาพและเสรีภาพทางวิชาการอย่างเต็มที่ตาม สิทธิและหน้าที่ที่กำหนดไว้ ในขณะเดียวกันจะต้องมีความรับผิดชอบ ต่อสังคมและสามารถให้สังคมเข้ามาตรวจสอบได้อย่างเต็มที่

                   ฉ. ช่วยระบุและจัดการประเด็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อ ความกินดีอยู่ดีของชุมชน ประเทศชาติ และสังคมโลก

                   การกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของอุดมศึกษา

                   มาตรา 3 ความเป็นธรรมในการเข้าศึกษา

                   ก. เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 26.1 ของปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน การรับบุคคลเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาควรพิจารณาจากความสามารถ ความพยายาม ความพากเพียร และ ความทุ่มเทของบุคคลนั้น ๆ การรับเข้าศึกษาจะกระทำเมื่อไรก็ได้ ตลอดชีวิตโดยพิจารณาจากทักษะที่ได้สั่งสมมา ดังนั้น การให้โอกาสบุคคลเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาจึงไม่มีการเลือกประติบัติในเรื่องของเชื้อชาติ เพศ ภาษา ศาสนา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม หรือความพิการทางร่างกาย

                   ข. ความเป็นธรรมในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาควร

                   เริ่มจากการเสริมสร้างหรือจัดระเบียบความเชื่อมโยงระหว่างอุดมศึกษากับการศึกษาทุกระดับเสียใหม่ในกรณีที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงกับมัธยมศึกษา สถาบันอุดมศึกษาไม่เพียงแต่จะต้องเป็นระบบที่กลมกลืนกับการศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา เรื่อยไปจนถึงการศึกษาตลอดชีวิตเท่านั้น แต่จะต้องเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์นี้ด้วย สถาบันอุดมศึกษาต้องร่วมมือแข็งขันกับพ่อแม่ โรงเรียน นักศึกษา กลุ่มเศรษฐกิจและสังคมต่าง ๆ รวมทั้งชุมชน การศึกษาระดับมัธยมศึกษามีหน้าที่ไม่เพียงแต่จะ พัฒนาขีดความสามารถในการเรียนขั้นพื้นฐานของบุคคลจนมี คุณสมบัติเหมาะสมที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา แต่ยังต้องเปิดโอกาสสู่การใช้ชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง โดยจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับงานหรืออาชีพต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม โอกาสในการเข้าศึกษา ระดับอุดมศึกษาควรเปิดกว้างสำห รับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าหรือผู้ที่มีคุณวุฒิเหมาะสม ไม่ว่าจะอายุเท่าไรโดยไม่มีการเลือกประติบัติ

                   ค. ดังนั้น จึงต้องมีนโยบายการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่จะเน้นแนวทางซึ่งยึดถือความสามารถของปัจเจกบุคคล เป็นหลักตามที่นิยามไว้ในมาตรา 3ก. ทั้งนี้เพื่อสนองความต้องการการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

                   ง. จะต้องดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย พิเศษบางกลุ่ม อาทิ ชาวพื้นเมือง ชนกลุ่มน้อยต่างวัฒนธรรม และ ภาษา กลุ่มด้อยโอกาส กลุ่มผู้ตกอยู่ภายใต้การครอบครอง และกลุ่มที่ประสบความเดือดร้อนจากภาวะทุพพลภาพได้เข้าศึกษาในระดับ อุดมศึกษา เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้โดยปัจเจกบุคคลหรือโดยกลุ่ม อาจมีทั้งประสบการณ์และความสามารถพิเศษซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ความช่วยเหลือเป็นพิเศษด้านวัตถุและการแก้ปัญหาด้านการศึกษาสามารถช่วยกำจัดอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนเหล่านี้ ทั้งในการเข้าศึกษาและศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

                   มาตรา 4 เพิ่มพูนและส่งเสริมบทบาทของสตรี

                   ก. แม้ว่าสตรีจะเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษากันมากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ แต่หลายแห่งในโลกยังคงปรากฏอุปสรรคต่าง ๆ ด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมืองที่ยังคงทำให้สตรีไม่อาจเข้าศึกษาได้อย่างเต็มที่และประสมประสานเข้ากับระบบที่มีอยู่ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การขจัดอุปสรรคดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่เร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าระบบอุดมศึกษาที่มีอยู่จะเป็นธรรมและไม่เลือกประติบัติโดยยึดความสามารถของบุคคลเป็นหลัก

                   ข. จะยังต้องพยายามที่จะขจัดแบบการคิดตายตัวในเรื่องเพศทุกรูปแบบในการอุดมศึกษา เพื่อพิจารณาแง่มุมด้านเพศในสาขาวิชาต่างๆ และเพื่อให้สตรีมีส่วนร่วมในการศึกษาทุกระดับและทุก สาขาวิชาซึ่งมีสตรีเพียงจำนวนน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้สตรีได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแข็งขันขึ้น

                   ค. ควรส่งเสริมสตรีศึกษาให้เป็นวิชาการแขนงหนึ่ง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่จะปรับเปลี่ยนอุดมศึกษาและสังคม

                   ง. ควรจะพยายามขจัดอุปสรรคทางการเมืองและสังคม ซึ่งจำกัดบทบาทของสตรีและโดยเฉพาะเพื่อให้สตรีมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจภายในระบบของอุดมศึกษาและ สังคมให้มากขึ้น

                   มาตรา 5 การพัฒนาความรู้ด้วยการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และการเผยแพร่ผลงานวิจัย

                   ก. การพัฒนาวิชาการโดยการวิจัยเป็นหน้าที่ของระบบอุดมศึกษาทุกระบบ ซึ่งควรส่งเสริมการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ควรสนับสนุนและเสริมสร้างนวัตกรรม สหวิทยาการ และการจัด แบบข้ามสาขาวิชาให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์และความต้องการของสังคมและวัฒนธรรม ในระยะยาวควรสร้างความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างงานวิจัยพื้นฐานกับงานวิจัยที่เน้นเป้าหมายเฉพาะอย่าง

                   ข. สถาบันต่างๆ ควรประกันได้ว่าสมาชิกทุกคนของชุมชน วิชาการซึ่งทำงานวิจัยได้รับการฝึกอบรม ทรัพยากร และความ สนับสนุนที่เหมาะสม สิทธิทางปัญญาและวัฒนธรรมที่เกิดจากผลงาน วิจัยควรนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ และควรได้รับการปกป้องเพื่อไม่ให้ถูกละเมิด

                   ค. จะต้องปรับปรุงการวิจัยในทุกสาขาวิชา รวมทั้งในสาขา สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ (รวมทั้งอุดมศึกษา) วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คณิตศาสตร์ สนเทศศาสตร์ และศิลปศาสตร์ภายใต้กรอบนโยบายวิจัยและพัฒนาระดับชาติ ภูมิภาค และนานาชาติ สิ่งที่สำคัญเป็นพิเศษคือการเสริมสร้างขีด ความสามารถการทำวิจัยในสถาบันวิจัยระดับอุดมศึกษา เนื่องจากเมื่อมีการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาและการทำวิจัยในระดับสูงภายในสถาบันเดียวกันแล้ว จะสามารถส่งเสริมกันและกันให้เกิด คุณภาพยิ่งขึ้น สถาบันเหล่านี้ควรหาความสนับสนุน ด้านวัสดุ อุปกรณ์ และงบประมาณที่ต้องการจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและภาค เอกชน

                   มาตรา 6 การปรับตัวระยะยาวโดยยึดความสอดคล้องเป็นหลัก

                   ก. ควรประเมินความสอดคล้องของอุดมศึกษาโดยพิจารณาว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังให้สถาบันอุดมศึกษาทำและสิ่งที่สถาบันลงมือทำนั้นตรงกันหรือไม่ การประเมินนี้จำเป็นต้องอาศัย มาตรฐานเชิงจริยธรรม ความเป็นกลางทางการเมือง ความสามารถ เชิงวิพากษ์ และความสอดคล้องกับประเด็นปัญหาของสังคมและโลกของงานให้มากขึ้น โดยกำหนดทิศทางระยะยาวจากเป้าประสงค์ และความต้องการของสังคม รวมถึงการเคารพต่อการปกป้อง วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม พึงให้มีทั้งโอกาสที่จะรับการศึกษาสายสามัญในกรอบกว้าง และการศึกษาที่เน้นอาชีพตามเป้าหมายที่กำหนด โดยมักจะเป็นการเรียนแบบสหวิทยาการที่เน้นทักษะ และความถนัด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะช่วยให้ปัจเจกบุคคลสามารถใช้ ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงต่างๆ และสามารถเปลี่ยน อาชีพได้

                   ข. อุดมศึกษาควรสร้างเสริมบทบาทในการบริการสังคม โดยเฉพาะในกิจกรรมที่มุ่งขจัดความยากจน ความไม่อดกลั้น ความรุนแรง ความไม่รู้หนังสือ ความหิวโหย ความถดถอยของสภาพแวดล้อมและโรคภัยไข้เจ็บ โดยใช้แนวทางเชิงสหวิทยาการและ การจัดแบบข้ามสาขาวิชาในการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาต่าง ๆ

                   ค. อุดมศึกษาควรเอื้อประโยชน์ให้แก่การพัฒนาระบบการศึกษาในภาพรวม โดยปรับปรุงการศึกษาของครู การพัฒนาหลักสูตร และการวิจัยทางการศึกษา

                   ง. ในที่สุดแล้ว อุดมศึกษาควรตั้งเป้าที่การสร้างสังคมใหม่ ที่ปราศจากความรุนแรงและการแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน อันประกอบด้วยปัจเจกบุคคลที่ได้รับการกล่อมเกลา มีแรงจูงใจ และมี ศักยภาพรอบด้าน โดยได้แรงบันดาลจากความรักที่มีต่อมนุษยชาติ และมีปัญญาเป็นเครื่องชี้นำชีวิต

                   มาตรา 7 การกระชับความร่วมมือกับโลกของงาน การวิเคราะห์ และคาดการณ์ความต้องการของสังคม

                   ก. ในประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงและเกิดแนวทฤษฎีการผลิตใหม่ๆ อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางวิชาการและนำเอามาประยุกต์ใช้ รวมทั้งการจัดการข่าวสารข้อมูลควรที่จะกระชับและสาน ต่อความร่วมมือระหว่างอุดมศึกษา โลกของงานและภาคต่าง ๆ ของสังคม

                   ข. ตัวแทนของผู้จ้างงานควรได้มีบทบาทในการบริหาร สถาบันเพื่อเสริมสร้างสายสัมพันธ์กับโลกของงาน นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมให้นักศึกษาและคณาจารย์มีโอกาสเข้าฝึกงาน และศึกษา ปฏิบัติงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและโลกของงาน และการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติจริงในโลกของงาน

                   ค. สถาบันอุดมศึกษาเป็นแหล่งฝึกฝนวิชาชีพ ปรับปรุงวิชาการและบุคลากรให้ทันสมัย จึงควรพัฒนาอย่างมีระบบ โดยคำนึงถึงแนวโน้มของโลกของงานและภาควิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ สถาบันอุดมศึกษาสามารถตอบสนองความต้องการของโลกของงานได้ด้วยการร่วมมือกันพัฒนาและประเมินกระบวนการเรียนการสอน หลักสูตรเตรียมความพร้อมการประเมินก่อน การเรียน และการรับรองวิทยฐานะซึ่งเป็นการประสมประสานทฤษฎี ให้เข้ากับการฝึกงาน นอกจากนี้ สถาบันอุดมศึกษาน่าที่จะช่วยสร้างงานใหม่ ๆ เพราะเป็นสถาบันที่มีบทบาทในการคาดการณ์แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่หน้าที่เดียวของสถาบันอุดมศึกษาก็ตาม

                   ง. ภารกิจที่สถาบันอุดมศึกษาควรให้ความสำคัญมากขึ้น ได้แก่ การพัฒนาทักษะและความคิดริเริ่มในการประกอบธุรกิจ เพื่อช่วยให้บัณฑิตมีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานต่าง ๆ ทั้งในฐานะที่เป็นผู้หางานและเป็นผู้สร้างงาน สถาบันอุดมศึกษาควรเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาความสามารถของตนได้อย่างเต็มที่ โดยมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม สถาบันอุดมศึกษาจึงควรอบรมนักศึกษาให้มีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ และส่งเสริมให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะสร้างเสริมความเป็นธรรมและ ความยุติธรรม

                   มาตรา 8 การพัฒนาความหลากหลายของรูปแบบการศึกษาที่จะเพิ่มความเสมอภาคทางโอกาส

                   ก. จำเป็นต้องพัฒนารูปแบบอุดมศึกษา วิธีการและ เกณฑ์ ในการคัดเลือกนักศึกษาให้มีความหลากหลาย เพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของนานาชาติซึ่งนับวันจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และเพื่อขยายโอกาสให้สาธารณชนเข้าสู่ระบบการศึกษาหลายรูปแบบ และกว้างขวางขึ้นภายใต้กรอบของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีความยืดหยุ่นทั้งในแง่ของการรับเข้าศึกษาและออกจากระบบการศึกษา

                   ข. ระบบอุดมศึกษาที่หลากหลายยิ่งขึ้นจะประกอบด้วยสถาบันอุดมศึกษาแบบใหม่ เช่น สถาบันของรัฐ สถาบันของเอกชน และสถาบันที่ไม่หวังผลกำไร เป็นต้น สถาบันต่างๆ ควรจะจัดการ ศึกษาและฝึกอบรมที่หลากหลาย ทั้งหลักสูตรแบบดั้งเดิม หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรที่เรียนไม่เต็มเวลา ตารางเรียนแบบยืดหยุ่น หลักสูตรสำเร็จรูป การศึกษาทางไกล เป็นต้น

                   มาตรา 9 การใช้นวัตกรรมทางการศึกษา: แนวคิดเชิงวิพากษ์และความคิดสร้างสรรค์

                   ก. ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อุดมศึกษา ต้องการวิสัยทัศน์และรูปแบบใหม่ ๆ ที่ถือนักศึกษาเป็นหลักทำให้หลาย ๆ ประเทศต้องพิจารณาปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมทั้ง ให้มีนโยบายที่เปิดกว้างเพื่อให้เอื้อต่อประชาชนกลุ่มต่าง ๆ และให้มีการพัฒนาเนื้อหา วิธีการ แนวปฏิบัติ และวิธีการให้บริการทางการ ศึกษาบนพื้นฐานของการเชื่อมโยงและการสร้างหุ้นส่วนแบบใหม่ กับชุมชนและภาคต่าง ๆ ของสังคมให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้

                   ข. สถาบันอุดมศึกษาควรสอนให้นักศึกษาเป็นพลเมืองที่รอบรู้และกระตือรือร้น มีวิจารณ-ญาน สามารถวิเคราะห์และคิดหาหนทางและลงมือแก้ปัญหาของสังคมและรับผิดชอบต่อสังคม

                   ค. เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้อาจจำเป็นต้องร่างหลักสูตรขึ้นใหม่ โดยใช้วิธีการใหม่ ๆ ที่เหมาะสม เพื่อสร้างหลักสูตร การเรียนการสอนที่มากกว่าการสอนให้นักศึกษาจดจำและเรียนเก่งใน สาขาวิชาที่เรียนเท่านั้น ควรสนับสนุนให้ได้เรียนรู้ถึงทฤษฎีการสอนแนวใหม่ ๆ เพื่อเสริมทักษะ สมรรถนะและความสามารถในการสื่อสาร การวิเคราะห์ในเชิงวิพากษ์และสร้างสรรค์ การคิดอย่างอิสระและการทำงานเป็นคณะในบริบทของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานความคิดแบบดั้งเดิม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความรู้ที่ได้มาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การร่างหลักสูตรใหม่ควรที่จะคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ทั้งมิติเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ในหลักสูตรการเรียนการสอนทุกสาขาวิชา โดยเฉพ าะอย่างยิ่งวิชาที่ เตรียมผู้เรียนให้เป็นนักประกอบการ ควรบรรจุเนื้อหาสาระเกี่ยวกับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและการศึกษาเรื่องความต้องการของชุมชนทั่วโลก นักวิชาการควรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเนื้อหาสาระของหลักสูตรด้วย

                   ง. วิธีการเรียนการสอนใหม่ย่อมหมายถึงวัสดุ อุปกรณ์ การศึกษาแบบใหม่ ซึ่งทำให้ต้องพัฒนาวิธีการทดสอบใหม่ ๆ เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถในการจดจำและความเข้าใจในเนื้อหา รวมทั้งทักษะในการปฏิบัติและความคิดสร้างสรรค์

                   มาตรา 10 บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาและนักศึกษา ในฐานะผู้ที่มีบทบาทสำคัญ

                   ก. นโยบายการพัฒนาบุคลากรที่ขันแข็งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาควรกำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่า อาจารย์ระดับอุดมศึกษามิใช่เพียงแหล่งความรู้ หากแต่ต้องสอน นักศึกษาให้รู้จักเรียนรู้และคิดริเริ่ม ควรจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อการค้นคว้าวิจัย และปรับปรุงพัฒนาทักษะการสอนให้ทันสมัย โดยการพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสม การส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรมในเรื่องหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งสนับสนุนให้บุคลากรได้มีสถานภาพทางวิชาชีพและการเงินที่ เหมาะสม และเพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยและการสอน ซึ่ง เป็นไปตามบทบัญญัติของข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานภาพของบุคลากรผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญของยูเนสโก เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวควรส่งเสริมความสำคัญของประ สบการณ์ของนานาชาติ นอกจากนั้น หากพิจารณาถึงบทบาทของอุดมศึกษาในเรื่องการศึกษาตลอดชีวิตแล้ว ก็ควรถือว่าประสบการณ์ภายนอกสถาบันเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา

                   ข. สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งควรมีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องการเตรียมครูปฐมวัย ครูประถมศึกษา และมัธยมศึกษาโดยกระตุ้นให้มีนวัตกรรมด้านหลักสูตร วิธีการสอนที่ดีที่สุดหลากหลายวิธี และ ความรู้ความเข้าใจเรื่องแนวทางการเรียนรู้หลาย ๆ รูปแบบ สถาบันอุดมศึกษายังจำเป็นต้องมีบุคลากรในสายบริหารและวิชาการที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเหมาะสมด้วย

                   ค. ในการพัฒนาปรับปรุงอุดมศึกษาผู้มีอำนาจในการตัดสินใจทั้งในระดับชาติและในระดับสถาบันควรคำนึงถึงความต้องการของนักศึกษาเป็นสำคัญ และควรคำนึงเสมอว่า นักศึกษาเป็นหุ้นส่วนใหญ่และเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความรับผิดชอบ นักศึกษาจึงควรมีส่วนร่วมในเรื่องที่มีผลกระทบต่อการ ศึกษาระดับนั้น ๆ การวัดผล การปรับปรุงหลักสูตรและการสอน การกำหนดนโยบายและการจัดการสถาบันภายใต้กรอบงานของสถาบันที่มีผลใช้บังคับอยู่ นักศึกษาควรมีบทบาทในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ โดยสิทธิในการจัดการและเป็นตัวแทนกลุ่มตน

                   ง. สถาบันอุดมศึกษาควรร่วมมือกับองค์กรนิสิต นักศึกษา พัฒนาบริการแนะแนวและให้คำปรึกษาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังจะเข้าสู่อุดมศึกษาไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ตาม โดยคำนึงถึง ความต้องการของผู้เรียนที่ยิ่งหลากหลายมากขึ้น นอกจากนักเรียนมัธยมที่เข้าสู่ระบบอุดมศึกษาหรือผู้ที่ศึกษาต่อแล้ว สถาบันอุดมศึกษาควรคำนึงถึงความต้องการของนักศึกษาที่กำลังจะออกจากสถาบันและกลับไปสู่กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย การให้บริการสนับสนุนดังกล่าวจะทำให้มั่นใจว่า นักศึกษาสามารถเลือกเรียนวิชาที่เหมาะสมกับตนซึ่งจะลดจำนวนการออกกลางคันได้ นักศึกษาที่ลาออกกลางคันก็ควรมีโอกาสได้กลับเข้าสู่อุดมศึกษาอีกตามความเหมาะสม

                   จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ

                   มาตรา 11 การประเมินผลในเชิงคุณภาพ

                   ก. คุณภาพอุดมศึกษาเป็นแนวคิดที่มีหลายมิติ ซึ่งควรจะครอบคลุมภารกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งมวล อันได้แก่ การสอน และกิจกรรมเชิงวิชาการ การวิจัยและการพัฒนาองค์ความรู้ การวางแผนบุคลากร นักศึกษา อาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ การบริการ สังคม และบรรยากาศทางวิชาการ การประเมินผลตนเองภายในสถาบันและการประเมินโดยบุคคลภายนอกซึ่งดำเนินการอย่างเปิดเผยโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระหรือโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ หากเป็นไปได้ย่อมจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพจึงควรมีการจัดตั้งหน่วยงานอิสระระดับประเทศ และกำหนดมาตรฐานคุณภาพในเชิง เปรียบเทียบซึ่งเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจคือ บริบทระดับสถาบันระดับชาติและภูมิภาคที่มีความหลากหลาย ซึ่งทำให้ต้องหลีกเลี่ยงระบบที่มีรูปแบบมาตรฐานเดียว ผู้ที่มี ส่วนได้ส่วนเสียควรจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินผลสถาบัน

                   ข. คุณภาพชี้นำให้อุดมศึกษาต้องมีมิติสากล เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างเครือข่ายปฏิสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา และโครงการวิจัยนานาชาติ ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึง ค่านิยมทางวัฒนธรรมและสภาพการณ์ของแต่ละประเทศด้วย

                   ค. เพื่อพัฒนาและคงคุณภาพในระดับชาติ ภูมิภาค และนานาชาติ สถาบันอุดมศึกษาจำต้องเลือกสรรบุคลากรอย่างรอบคอบ และดำเนินการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยการส่งเสริมการพัฒนาอาจารย์ที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงวิธีการเรียน การสอน การเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและในหมู่สถาบันอุดมศึกษา และระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับโลกของงาน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนนักศึกษาภายในประเทศและกับต่างประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ ใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์การปฏิบัติเป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการนี้

                   มาตรา 12 ศักยภาพและการท้าทายของเทคโนโลยี

                   การค้นพบที่สำคัญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวิธี พัฒนาองค์ความรู้ การเรียนรู้ และการถ่ายทอดความรู้ สิ่งสำคัญ ที่น่าจะกล่าวถึงเช่นกัน คือ เทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้เปิดโอกาสให้มีการ สร้างนวัตกรรมด้านเนื้อหาของหลักสูตร วิธีการสอน และเปิดโอกาส การเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามควรระลึกไว้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ ๆ มิได้ทำให้ความต้องการครู อาจารย์ลดน้อยลง เพียงแต่เปลี่ยนบทบาทของครูในกระบวนการเรียนการสอน และการสื่อสารระหว่างครู อาจารย์กับนักศึกษากลายเป็นส่วนสำคัญที่จะแปลงข้อมูลข่าวสารให้เป็นความรู้และความเข้าใจ สถาบันอุดมศึกษาควรมีบทบาทนำในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารใหม่ ๆ เพื่อประกันคุณภาพและรักษามาตรฐานการจัดการศึกษาและผลผลิตทางกา รศึกษาให้คงอยู่ใน ระดับสูงบนพื้นฐานของการเปิดเผย ความเป็นธรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศโดย

                   ก. มีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่าย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมสร้างขีดความสามารถ การพัฒนาวัสดุการเรียน การสอน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ในการสอน การฝึกอบรม และการวิจัยเพื่อให้ทุกคนได้รับความรู้

                   ข. ก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมใหม่ในการเรียนรู้ นับตั้งแต่สิ่ง อำนวยความสะดวกในการศึกษาทางไกล จนถึงระบบและสถาบันอุดมศึกษาเสมือนจริงอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งสามารถขจัดปัญหาเรื่อง ระยะทางและพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพสูง เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งการเสริมสร้างประชาธิปไตย และความต้องการต่างๆ ที่สังคมให้ความสำคัญ โดยใช้สิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาเสมือนจริงนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย ภูมิภาค หรือระดับทวีป หรือระดับโลก ด้วยความเคารพต่อเอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรมและสังคมแต่ละแห่ง

                   ค. ระลึกว่าควรต้องมุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ทั้งในหลาย ๆ ประเทศและระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในการเข้าถึง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใหม่ ๆ และในเรื่องการผลิต ทรัพยากรด้านนี้ เพื่อที่จะทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีประโยชน์แก่การศึกษาอย่างเต็มที่

                   ง. ประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เข้ากับความต้องการระดับชาติ ภูมิภาค และท้องถิ่น และจัดวางระบบทางเทคนิคการศึกษา การจัดการ และสถาบันเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีได้อย่างต่อเนื่อง

                   จ. ช่วยระบุวัตถุประสงค์ และความสนใจของนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศที่กำลังพัฒนาช่วยให้ทุกประเทศได้ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่เทคโนโลยีนี้ให้แก่สังคมในวงกว้างโดยทั้งหมดนี้อาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ

                   ฉ. ติดตามวิวัฒนาการของ "สังคมแห่งการเรียนรู้" อย่าง ใกล้ชิด เพื่อรักษาคุณภาพให้คงไว้ในระดับสูง และให้แน่ใจว่ามีกฎ ระเบียบการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เป็นธรรม

                   ช. เมื่อคำนึงถึงสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พึงตระหนักว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สถาบันอุดมศึกษาจะเป็นฝ่ายใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อปรับปรุงงานของตนให้ ทันสมัย มิใช่จะปล่อยให้เทคโนโลยีเหล่านี้เปลี่ยนสถาบันอุดมศึกษา จากสถาบันที่มีอยู่จริงเป็นสถาบันเสมือนจริง

                   มาตรา 13 การเสริมสร้างการจัดการและการจัดสรรงบประมาณเพื่อการอุดมศึกษา

                   ก. การจัดการและการจัดสรรงบประมาณเพื่อการอุดมศึกษาต้องอาศัยการพัฒนาแผนงานและความสามารถในการวิเคราะห์นโยบายรวมทั้งยุทธวิธีที่เหมาะสมบนพื้นฐานของหุ้นส่วน ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยวางแผนและประสานงานของรัฐ หรือระดับชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าทรัพยากร สถาบันอุดมศึกษาควรจะใช้วิธีการจัดการแบบมองไปข้างหน้า ซึ่งตอบสนองความต้องการของสภาพแวดล้อมของตนได้ ผู้บริหารอุดมศึกษาจะต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจ กระตือรือร้น มีความรู้ความสามารถที่จะประเมินประสิทธิภาพของกฎระเบียบและขั้นตอนการบริหารอย่างสม่ำเสมอ โดยอาศัยกลไกทั้งภายในและภายนอก

                   ข. สถาบันอุดมศึกษาจะต้องสามารถจัดการกิจการภายใน ของตนเองได้โดยอิสระ แต่ยังต้องชี้แจงเหตุผลการดำเนินการต่าง ๆ ต่อรัฐบาล รัฐสภา นักศึกษาและสังคมในวงกว้างได้อย่างชัดเจนและ โปร่งใส

                   ค. เป้าหมายสูงสุดของการจัดการอุดมศึกษาควรจะเป็นการปรับปรุงภารกิจของสถาบันโดยให้การศึกษา ฝึกอบรม วิจัย และบริการสังคมที่มีคุณภาพสูงเสมอ ทั้งนี้จำต้องมีการปกครองที่มีทั้ง วิสัยทัศน์ทางสังคม ความเข้าใจประเด็นปัญหาระดับโลกและทักษะการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ความเป็นผู้นำทางอุดมศึกษา จึงเป็นความรับผิดชอบอย่างสูงต่อสังคมที่จะสร้างเสริมได้ โดยการ เจรจาสื่อสารกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครู อาจารย์ และนักศึกษา ควรจะสนับสนุนให้ครูอาจารย์มีส่วนร่วมใน การบริหารสถาบันอุดมศึกษาภายในกรอบการจัดการปัจจุบันของ สถาบันและควรที่จะควบคุมขนาดขององค์กรบริหารต่าง ๆ ให้ พอเหมาะ

                   ง. จำต้องส่งเสริมความร่วมมือเหนือ-ใต้ เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาได้ความช่วยเหลือเชิงงบประมาณที่จำเป็นในการเสริม สร้างอุดมศึกษา

                   มาตรา 14 การจัดสรรงบประมาณอุดหนุนอุดมศึกษาเพื่อสังคม

                   การสนับสนุนงบประมาณให้แก่อุดมศึกษาต้องอาศัยทรัพยากร ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้

                   ก. สังคมสนับสนุนอุดมศึกษาดังจะเห็นได้จากงบประมาณ ที่มาจากแหล่งต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น ซึ่งจำต้องได้รับการอุดหนุนมากขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาอุดมศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพ รักษาคุณภาพ และความสอดคล้องของการจัดอุดมศึกษา ความสมดุลของสัมฤทธิผลในการปฏิบัติภารกิจด้านการศึกษาและสังคมย่อมต้องอาศัยการสนับสนุนจากสาธารณชนต่อการอุดมศึกษาและการวิจัยต่อไป

                   ข. สังคมโดยรวมจะต้องสนับสนุนการศึกษาทุกระดับรวมทั้งอุดมศึกษา ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่ยั่งยืน การระดมสรรพกำลังเพื่อการนี้ ขึ้นอยู่กับสำนึกของสาธารณชนและการมีส่วนร่วมของภาครัฐ และเอกชน รัฐสภา สื่อมวลชน องค์กรของรัฐ และองค์การนอกภาคราชการ นักศึกษา รวมทั้งสถาบันต่าง ๆ ครอบครัว และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา

                   มาตรา 15 การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ข้ามประเทศและทวีป

                   ก. หลักการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริงระหว่างสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาและฝึกอบรมในทุกสาขาวิชาที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจประเด็นปัญหาต่างๆ ระดับโลก บทบาทของการปกครอง แบบประชาธิปไตยและทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะในการแก้ปัญหาดังกล่าว และความจำเป็นที่ต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกันโดยมีวัฒนธรรมและ ค่านิยมที่แตกต่างกัน ระบบอุดมศึกษาทุกระบบควรใช้ภาษามากกว่า 2 ภาษาขึ้นไป มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ และสร้างสัมพันธ์ระหว่างสถาบันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางปัญญาและ วิทยาศาสตร์

                   ข. ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาควรดำเนินไปตามหลักการของความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนความเป็นปึกแผ่น การยอมรับ และสนับสนุนกันและกัน ความเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริงที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่หุ้นส่วนทุกฝ่ายเท่า ๆ กัน และคุณค่าของการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ข้ามพรมแดน ซึ่งน่าจะให้ประโยชน์แก่ ประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุด นอกจากนี้แล้วควรคำนึงถึงความต้องการที่จะปกป้องขีดความสามารถของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ในภูมิภาค ที่ประสบปัญหาความขัดแย้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ดังนั้น หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนจึงควรมีลักษณะสากลด้วย

                   ค. ควรจะให้สัตยาบันต่อกลไกมาตรฐานของภูมิภาค และนานาชาติที่ใช้รับรองคุณวุฒิการศึกษาและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์มาตรฐานนั้น ๆ ซึ่งรวมถึงการรับรองทักษะ ความรู้ และความสามารถของบัณฑิต อันจะอำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาในการเปลี่ยนทิศทางการศึกษาทำให้การเคลื่อนย้ายของบุคลากรทั้งในระบบ ภายในประเทศและระหว่างประเทศสะดวกยิ่งขึ้น

                   มาตรา 16 จากภาวะ "สมองไหล" (brain drain) สู่ภาวะ "สมองหลาย" (brain gain)

                   ภาวะ "สมองไหล" ทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงต้องสูญเสียผู้ชำนาญการระดับสูงที่จำเป็นต่อการเร่งพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของตน จึงควรต้องแก้ไขโครงการความ ร่วมมือระหว่างประเทศจึงควรเป็นการสร้างความเป็นหุ้นส่วนในระยะยาวระหว่างสถาบันจากซีกโลกใต้และซีกโลกเหนือ และควรจะส่งเสริม ความร่วมมือใต้-ใต้ ควรให้ความสำคัญแก่การจัดการฝึกอบรมใน ประเทศกำลังพัฒนาและศูนย์ความเป็นเลิศต่าง ๆ เพื่อสร้างเครือข่าย ในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยรวมหลักสูตรเร่งรัดเฉพาะทาง ระยะสั้นในต่างประเทศเข้าไว้ด้วย ควรพิจารณาสร้างสิ่งแวดล้อมที่จูงใจผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยให้กลับสู่มาตุภูมิอย่างถาวรหรือชั่วคราว โดยใช้นโยบายระดับชาติหรือความร่วมมือระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันควรจะพยายามสนับสนุนให้เกิดภาวะ "สมองหลาย" โดยอาศัยมิติความเป็นสากลจ ากโครงการความร่วมมือต่าง ๆ สร้างและ เสริมสร้างสถาบันและส่งเสริมให้ใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่ให้เต็มที่ ประสบการณ์ที่ได้จากโครงการ UNITWIN/UNESCO Chairs และ หลักการของอนุสัญญาระดับภูมิภาคว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำคัญต่อการสร้างภาวะ "สมองหลาย" เป็นอย่างยิ่ง

                   มาตรา 17 หุ้นส่วนและพันธมิตร

                   หุ้นส่วนและพันธมิตรในบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ผู้กำหนดนโยบายระดับชาติหรือระดับสถาบัน อาจารย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง นักวิจัยและนักศึกษา ผู้บริหารและนักวิชาการ ทั้งใน สถาบันอุดมศึกษา โลกของงาน และชุมชนเป็นกำลังอันทรงพลังในการจัดการการเปลี่ยนแปลง องค์การนอกภาคราชการต่าง ๆ ก็มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ด้วย นับแต่นี้ไปหุ้นส่วนที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกัน ความเคารพและเชื่อถือซึ่งกันและกันจึง ควรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาการอุดมศึกษา

                   พวกเราที่ได้เข้าร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา รับรองปฏิญญาฉบับนี้ และขอยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการ ศึกษาและมีสิทธิที่จะเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ตามความ สามารถของแต่ละบุคคล

                   พวกเราขอปฏิญาณว่า ภายใต้กรอบความรับผิดชอบของ ตนเองหรือความรับผิดชอบร่วมกัน พวกเราจะดำเนินการทุกประการตามจำเป็นเพื่อให้บรรลุถึงหลักการของอุดมศึกษาตามปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการเลือกประติบัติในการศึกษา

                   พวกเราขอยืนยันอย่างหนักแน่นถึงพันธกิจเพื่อสันติภาพโดยมุ่งมั่นที่จะถือว่าการศึกษาเพื่อสันติภาพมีความสำคัญลำดับสูง และจะร่วมเฉลิมฉลองปีสากลแห่งการสร้างสันติภาพในปี พ.ศ. 2543

                   ดังนั้น พวกเราจึงรับรองปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา ในศตวรรษที่ 21: วิสัยทัศน์และการปฏิบัติ พวกเราเห็นชอบกับกรอบการดำเนินงานสำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาอุดมศึกษาต่อไปนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปฏิญญาฉบับนี้และ ให้ใช้ปฏิบัติทันที

          

ED-98/CONF.2O2/3

PARIS, 9 October 1998

Original: English

 

 

UNITED NATIONS EDUCATIONAL,

SCIENTIFIC AND CULTURAL ORGANIZATION

 

WORLD CONFERENCE ON HIGHER EDUCATION

Higher Education in the Twenty-First Century : Vision and Action

Paris, 5-9 October 1998

 

PREAMBLE

                   On the eve of a new century, there is an unprecedented demand for and a great diversification in higher education, as well as an increased awareness of its vital importance for sociocultural and economic development, and for building the future, for which the younger generations will need to be equipped with new skills, knowledge and ideals. Higher education includes 'all types of studies, training or training for research at the post-secondary level, provided by universities or other educational establishments that are approved as institutions of higher education by the competent State authorities'.1 Everywhere higher education is faced with great challenges and difficulties related to financing, equity of conditions at access into and during the course of studies, improved staff development, skills-based training, enhancement and preservation of quality in teaching, research and services, relevance of programmes, employability of graduates, establishment of efficient co-operation agreements and equitable access to the benefits of international co-operation. At the same time, higher education is being challenged by new opportunities relating to technologies that are improving the ways in which knowledge can be produced, managed, disseminated, accessed and controlled. Equitable access to these technologies should be ensured at all levels of education systems.

                   The second half of this century will go down in the history of higher education as the period of its most spectacular expansion: an over sixfold increase in student enrolments worldwide, from 13 million in 1960 to 82 million in 1995. But it is also the period which has seen the gap between industrially developed, the developing countries and in particular the least developed countries with regard to access and resources for higher learning and research, already enormous, becoming even wider. It has also been a period of increased socio-economic stratification and greater difference in educational opportunity within countries, including in some of the most developed and wealthiest nations. Without adequate higher education and research institutions providing a critical mass of skilled and educated people, no country can ensure genuine endogenous and su stainable development and, in particular, developing countries and least developed countries cannot reduce the gap separating them from the industrially developed ones. Sharing knowledge, international co-operation and new technologies can offer new opportunities to reduce this gap.

                   Higher education has given ample proof of its viability over the centuries and of its ability to change and to induce change and progress in society. Owing to the scope and pace of change, society has become increasingly knowledge-based so that higher learning and research now act as essential components of cultural, socio-economic and environmentally sustainable development of individuals, communities and nations. Higher education itself is confronted therefore with formidable challenges and must proceed to the most radical change and renewal it has ever been required to undertake, so that our society, which is currently undergoing a profound crisis of values, can transcend mere economic considerations and incorporate deeper dimensions of morality and spirituality.

                   It is with the aim of providing solutions to these challenges and of setting in motion a process of in-depth reform in higher education worldwide that UNESCO has convened a World Conference on Higher Education in the Twenty-First Century: Vision and Action. In preparation for the Conference, UNESCO issued, in 1995, its Policy Paper for Change and Development in Higher Education. Five regional consultations (Havana, November 1996; Dakar, April 1997; Tokyo, July 1997; Palermo, September 1997; and Beirut, March 1998) were subsequently held. The Declarations and Plans of Action adopted by them, each preserving its own specificity, are duly taken into account in the present Declaration - as is the whole process of reflection undertaken by the preparation of the World Conference - and are annexed to it.

                   We, participants in the World Conference on Higher Education, assembled at UNESCO Headquarters in Paris, from 5 to 9 October 1998,

                   Recalling the principles of the Charter of the United Nations, the Universal Declaration of Human Rights, the International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights, and the International Covenant on Civil and Political Rights,

                   Recalling also the Universal Declaration of Human Rights which states in Article 26, paragraph 1, that 'Everyone has the right to education' and that 'higher education shall be equally accessible to all on the basis of merit', and endorsing the basic principles of the Convention against Discrimination in Education (1960), which, by Article 4, commits the States Parties to it to 'make higher education equally accessible to all on the basis of individual capacity',

                   Taking into account the recommendations concerning higher education of major commissions and conferences, inter alia, the International Commission on Education for the Twenty-First Century, the World Commission on Culture and Development, the 44th and 45th sessions of the International Conference on Education (Geneva, 1994 and 1996), the decisions taken at the 27th and 29th sessions of UNESCO's General Conference, in particular regarding the Recommendation concerning the Status of Higher-Education Teaching Personnel, the World Conference on Education for All (Jomtien, Thailand, 1990), the United Nations Conference on Environment and Development (Rio de Janeiro, 1992), the Conference on Academic Freedom and University Autonomy (Sinaia, 1992), the World Conference on Human Rights (Vienna, 1993), the World Summit for Social Development (Copenhagen, 1995) , the fourth World Conference on Women (Beijing, 1995), the International Congress on Education and Informatics (Moscow, 1996), the World Congress on Higher Education and Human Resources Development for the Twenty-First Century (Manila, 1997), the fifth International

                   Conference on Adult Education (Hamburg, 1997) and especially the Agenda for the Future under Theme 2 (Improving the conditions and quality of learning) stating:

                   'We commit ourselves to...opening schools, colleges and universities to adult learners...by calling upon the World Conference on Higher Education (Paris, 1998) to promote the transformation of post-secondary institutions into lifelong learning institutions and to define the role of universities accordingly',

                   Convinced that education is a fundamental pillar of human rights, democracy, sustainable development and peace, and shall therefore become accessible to all throughout life and that measures are required to ensure co-ordination and co-operation across and between the various sectors, particularly between general, technical and professional secondary and post-secondary education as well as between universities, colleges and technical institutions,

                   Believing that, in this context, the solution of the problems faced on the eve of the twenty-first century will be determined by the vision of the future society and by the role that is assigned to education in general and to higher education in particular,

                   Aware that on the threshold of a new millennium it is the duty of higher education to ensure that the values and ideals of a culture of peace prevail and that the intellectual community should be mobilized to that end,

                   Considering that a substantial change and development of higher education, the enhancement of its quality and relevance, and the solution to the major challenges it faces, require the strong involvement not only of governments and of higher education institutions, but also of all stakeholders, including students and their families, teachers, business and industry, the public and private sectors of the economy, parliaments, the media, the community, professional associations and society as well as a greater responsibility of higher education institutions towards society and accountability in the use of public and private, national or international resources,

                   Emphasizing that higher education systems should enhance their capacity to live with uncertainty, to change and bring about change, and to address social needs and to promote solidarity and equity; should preserve and exercise scientific rigour and originality, in a spirit of impartiality, as a basic prerequisite for attaining and sustaining an indispensable level of quality; and should place students at the centre of their concerns, within a lifelong perspective, so as to allow their full integration into the global knowledge society of the coming century,

                   Also believing that international co-operation and exchange are major avenues for advancing higher education throughout the world,

Proclaim the following:

MISSIONS AND FUNCTIONS OF HIGHER EDUCATION

                   Article I - Mission to educate, to train and to undertake research

                   We affirm that the core missions and values of higher education, in particular the mission to contribute to the sustainable development and improvement of society as a whole, should be preserved, reinforced and further expanded, namely, to:

                    (a) educate highly qualified graduates and responsible citizens able to meet the needs of all sectors of human activity, by offering relevant qualifications, including professional training, which combine high-level knowledge and skills, using courses and content continually tailored to the present and future needs of society;

                    (b) provide opportunities (espace ouvert) for higher learning and for learning throughout life, giving to learners an optimal range of choice and a flexibility of entry and exit points within the system, as well as an opportunity for individual development and social mobility in order to educate for citizenship and for active participation in society, with a worldwide vision, for endogenous capacity-building, and for the consolidation of human rights, sustainable development, democracy and peace, in a context of justice;

                    (c) advance, create and disseminate knowledge through research and provide, as part of its service to the community, relevant expertise to assist societies in cultural, social and economic development, promoting and developing scientific and technological research as well as research in the social sciences, the humanities and the creative arts;

                    (d) help understand, interpret, preserve, enhance, promote and disseminate national and regional, international and historic cultures, in a context of cultural pluralism and diversity;

                    (e) help protect and enhance societal values by training young people in the values which form the basis of democratic citizenship and by providing critical and detached perspectives to assist in the discussion of strategic options and the reinforcement of humanistic perspectives;

                    (f) contribute to the development and improvement of education at all levels, including through the training of teachers.

                   Article 2 - Ethical role, autonomy, responsibility and anticipatory function

                   In accordance with the Recommendation concerning the Status of Higher-Education Teaching Personnel approved by the General Conference of UNESCO in November 1997, higher education institutions and their personnel and students should:

                    (a) preserve and develop their crucial functions, through the exercise of ethics and scientific and intellectual rigour in their various activities;

                    (b) be able to speak out on ethical, cultural and social problems completely independently and in full awareness of their responsibilities, exercising a kind of intellectual authority that society needs to help it to reflect, understand and act;

                    (c) enhance their critical and forward-looking functions, through continuing analysis of emerging social, economic, cultural and political trends, providing a focus for forecasting, warning and prevention;

                    (d) exercise their intellectual capacity and their moral prestige to defend and actively disseminate universally accepted values, including peace, justice, freedom, equality and solidarity, as enshrined in UNESCO's Constitution;

                    (e) enjoy full academic autonomy and freedom, conceived as a set of rights and duties, while being fully responsible and accountable to society;

                    (f) play a role in helping identify and address issues that affect the well-being of communities, nations and global society.

SHAPING A NEW VISION OF HIGHER EDUCATION

                   Article 3 - Equity of access

                    (a) In keeping with Article 26.1 of the Universal Declaration of Human Rights, admission to higher education should be based on the merit, capacity, efforts, perseverance and devotion, showed by those seeking access to it, and can take place in a lifelong scheme, at any time, with due recognition of previously acquired skills. As a consequence, no discrimination can be accepted in granting access to higher education on grounds of race, gender, language or religion, or economic, cultural or social distinctions, or physical disabilities.

                    (b) Equity of access to higher education should begin with the reinforcement and, if need be, the reordering of its links with all other levels of education, particularly with secondary education. Higher education institutions must be viewed as, and must also work within themselves to be a part of and encourage, a seamless system starting with early childhood and primary education and continuing through life. Higher education institutions must work in active partnership with parents, schools, students, socio-economic groups and communities.

                   Secondary education should not only prepare qualified candidates for access to higher education by developing the capacity to learn on a broad basis but also open the way to active life by providing training on a wide range of jobs. However, access to higher education should remain open to those successfully completing secondary school, or its equivalent, or presenting entry qualification, as far as possible, at any age and without any discrimination.

                    (c) As a consequence, the rapid and wide-reaching demand for higher education requires, where appropriate, all policies concerning access to higher education to give priority in the future to the approach based on the merit of the individual, as defined in Article 3(a) above.

                    (d) Access to higher education for members of some special target groups, such as indigenous peoples, cultural and linguistic minorities, disadvantaged groups, peoples living under occupation and those who suffer from disabilities, must be actively facilitated, since these groups as collectivities and as individuals may have both experience and talent that can be of great value for the development of societies and nations. Special material help and educational solutions can help overcome the obstacles that these groups face, both in accessing and in continuing higher education.

                   Article 4 - Enhancing participation and promoting the role of women

                    (a) Although significant progress has been achieved to enhance the access of women to higher education, various socio-economic, cultural and political obstacles continue in many places in the world to impede their full access and effective integration. To overcome them remains an urgent priority in the renewal process for ensuring an equitable and non-discriminatory system of higher education based on the principle of merit.

                    (b) Further efforts are required to eliminate all gender stereotyping in higher education, to consider gender aspects in different disciplines and to consolidate women's participation at all levels and in all disciplines, in which they are under-represented and, in particular, to enhance their active involvement in decision-making.

                    (c) Gender studies (women's studies) should be promoted as a field of knowledge, strategic for the transformation of higher education and society.

                    (d) Efforts should be made to eliminate political and social barriers whereby women are under-represented and in particular to enhance their active involvement at policy and decision-making levels within higher education and society.

                   Article 5 - Advancing knowledge through research in science, the arts and humanities and the dissemination of its results

                    (a) The advancement of knowledge through research is an essential function of all systems of higher education, which should promote postgraduate studies. Innovation, interdisciplinarity and transdisciplinarity should be promoted and reinforced in programmes with long-term orientations on social and cultural aims and needs. An appropriate balance should be established between basic and target-oriented research.

                    (b) Institutions should ensure that all members of the academic community engaged in research are provided with appropriate training, resources and support. The intellectual and cultural rights on the results of research should be used to the benefit of humanity and should be protected so that they cannot be abused.

                    (c) Research must be enhanced in all disciplines, including the social and human sciences, education (including higher education), engineering, natural sciences, mathematics, informatics and the arts within the framework of national, regional and international research and development policies. Of special importance is the enhancement of research capacities in higher education research institutions, as mutual enhancement of quality takes place when higher education and research are conducted at a high level within the same institution. These institutions should find the material and financial support required, from both public and private sources.

                   Article 6 - Long-term orientation based on relevance

                    (a) Relevance in higher education should be assessed in terms of the fit between what society expects of institutions and what they do. This requires ethical standards, political impartiality, critical capacities and, at the same time, a better articulation with the problems of society and the world of work, basing long-term orientations on societal aims and needs, including respect for cultures and environmental protection. The concern is to provide access to both broad general education and targeted, career-specific education, often interdisciplinary, focusing on skills and aptitudes, both of which equip individuals to live in a variety of changing settings, and to be able to change occupations.

                   (b) Higher education should reinforce its role of service to society, especially its activities aimed at eliminating poverty, intolerance, violence, illiteracy, hunger, environmental degradation and disease, mainly through an interdisciplinary and transdisciplinary approach in the analysis of problems and issues.

                    (c) Higher education should enhance its contribution to the development of the whole education system, notably through improved teacher education, curriculum development and educational research.

                    (d) Ultimately, higher education should aim at the creation of a new society-non-violent and non-exploitative-consisting of highly cultivated, motivated and integrated individuals, inspired by love for humanity and guided by wisdom.

                   Article 7 - Strengthening co-operation with the world of work and analysing and anticipating societal needs

                    (a) In economies characterized by changes and the emergence of new production paradigms based on knowledge and its application, and on the handling of information, the links between higher education, the world of work and other parts of society should be strengthened and renewed.

                    (b) Links with the world of work can be strengthened, through the participation of its representatives in the governance of institutions, the increased use of domestic and international apprenticeship/work-study opportunities for students and teachers, the exchange of personnel between the world of work and higher education institutions and revised curricula more closely aligned with working practices.

                    (c) As a lifelong source of professional training, updating and recycling, institutions of higher education should systematically take into account trends in the world of work and in the scientific, technological and economic sectors. In order to respond to the work requirements, higher education systems and the world of work should jointly develop and assess learning processes, bridging programmes and prior learning assessment and recognition programmes, which integrate theory and training on the job. Within the framework of their anticipatory function, higher education institutions could contribute to the creation of new jobs, although that is not their only function.

                    (d) Developing entrepreneurial skills and initiative should become major concerns of higher education, in order to facilitate employability of graduates who will increasingly be called upon to be not only job seekers but also and above all to become job creators. Higher education institutions should give the opportunity to students to fully develop their own abilities with a sense of social responsibility, educating them to become full participants in democratic society and promoters of changes that will foster equity and justice.

                   Article 8 - Diversification for enhanced equity of opportunity

                    (a) Diversifying higher education models and recruitment methods and criteria is essential both to meet increasing international demand and to provide access to various delivery modes and to extend access to an ever-wider public, in a lifelong perspective, based on flexible entry and exit points to and from the system of higher education.

                    (b) More diversified systems of higher education are characterized by new types of tertiary institutions: public, private and non-profit institutions, amongst others. Institutions should be able to offer a wide variety of education and training opportunities: traditional degrees, short courses, part-time study, flexible schedules, modularized courses, supported learning at a distance, etc.

                   Article 9 - Innovative educational approaches: critical thinking and creativity

                    (a) In a world undergoing rapid changes, there is a perceived need for a new vision and paradigm of higher education, which should be student-oriented, calling in most countries for in-depth reforms and an open access policy so as to cater for ever more diversified categories of people, and of its contents, methods, practices and means of delivery, based on new types of links and partnerships with the community and with the broadest sectors of society.

                    (b) Higher education institutions should educate students to become well informed and deeply motivated citizens, who can think critically, analyse problems of society, look for solutions to the problems of society, apply them and accept social responsibilities.

                    (c) To achieve these goals, it may be necessary to recast curricula, using new and appropriate methods, so as to go beyond cognitive mastery of disciplines. New pedagogical and didactical approaches should be accessible and promoted in order to facilitate the acquisition of skills, competences and abilities for communication, creative and critical analysis, independent thinking and team work in multicultural contexts, where creativity also involves combining traditional or local knowledge and know-how with advanced science and technology. These recast curricula should take into account the gender dimension and the specific cultural, historic and economic context of each country. The teaching of human rights standards and education on the needs of communities in all parts of the world should be reflected in the curricula of all disciplines, particular ly those preparing for entrepreneurship. Academic personnel should play a significant role in determining the curriculum.

                    (d) New methods of education will also imply new types of teaching-learning materials. These have to be coupled with new methods of testing that will promote not only powers of memory but also powers of comprehension, skills for practical work and creativity.

                   Article 10 - Higher education personnel and students as major actors

                    (a) A vigorous policy of staff development is an essential element for higher education institutions. Clear policies should be established concerning higher education teachers, who nowadays need to focus on teaching students how to learn and how to take initiatives rather than being exclusively founts of knowledge. Adequate provision should be made for research and for updating and improving pedagogical skills, through appropriate staff development programmes, encouraging constant innovation in curriculum, teaching and learning methods, and ensuring appropriate professional and financial status, and for excellence in research and teaching, reflecting the corresponding provisions of the Recommendation concerning the Status of Higher-Education Teaching Personnel approved by the General Conference of UNESCO in November 1997. To this end, more importance should be attached to international experience. Furthermore, in view of the role of higher education for lifelong learning, experience outside the institutions ought to be considered as a relevant qualification for higher educational staff.

                    (b) Clear policies should be established by all higher education institutions preparing teachers of early childhood education and for primary and secondary schools, providing stimulus for constant innovation in curriculum, best practices in teaching methods and familiarity with diverse learning styles. It is vital to have appropriately trained administrative and technical personnel.

                    (c) National and institutional decision-makers should place students and their needs at the centre of their concerns, and should consider them as major partners and responsible stakeholders in the renewal of higher education. This should include student involvement in issues that affect that level of education, in evaluation, the renovation of teaching methods and curricula and, in the institutional framework in force, in policy-formulation and institutional management. As students have the right to organize and represent themselves, students' involvement in these issues should be guaranteed.

                    (d) Guidance and counselling services should be developed, in co-operation with student organizations, in order to assist students in the transition to higher education at whatever age and to take account of the needs of ever more diversified categories of learners. Apart from those entering higher education from schools or further education colleges, they should also take account of the needs of those leaving and returning in a lifelong process. Such support is important in ensuring a good match between student and course, reducing drop-out. Students who do drop out should have suitable opportunities to return to higher education if and when appropriate.

FROM VISION TO ACTION

                   Article 11 - Qualitative evaluation

                    (a) Quality in higher education is a multidimensional concept, which should embrace all its functions, and activities: teaching and academic programmes, research and scholarship, staffing, students, buildings, facilities, equipment, services to the community and the academic environment. Internal self-evaluation and external review, conducted openly by independent specialists, if possible with international expertise, are vital for enhancing quality. Independent national bodies should be established and comparative standards of quality, recognized at international level, should be defined. Due attention should be paid to specific institutional, national and regional contexts in order to take into account diversity and to avoid uniformity. Stakeholders should be an integral part of the institutional evaluation process.

                    (b) Quality also requires that higher education should be characterized by its international dimension: exchange of knowledge, interactive networking, mobility of teachers and students, and international research projects, while taking into account the national cultural values and circumstances.

                    (c) To attain and sustain national, regional or international quality, certain components are particularly relevant, notably careful selection of staff and continuous staff development, in particular through the promotion of appropriate programmes for academic staff development, including teaching/learning methodology and mobility between countries, between higher education institutions, and between higher education institutions and the world of work, as well as student mobility within and between countries. The new information technologies are an important tool in this process, owing to their impact on the acquisition of knowledge and know-how.

                   Article 12 - The potential and the challenge of technology

                   The rapid breakthroughs in new information and communication technologies will further change the way knowledge is developed, acquired and delivered. It is also important to note that the new technologies offer opportunities to innovate on course content and teaching methods and to widen access to higher learning. However, it should be borne in mind that new information technology does not reduce the need for teachers but changes their role in relation to the learning process and that the continuous dialogue that converts information into knowledge and understanding becomes fundamental. Higher education institutions should lead in drawing on the advantages and potential of new information and communication technologies, ensuring quality and maintaining high standards for education practices and outcomes in a spirit of openness, equity and internationa l co-operation by:

                    (a) engaging in networks, technology transfer, capacity-building, developing teaching materials and sharing experience of their application in teaching, training and research, making knowledge accessible to all;

                    (b) creating new learning environments, ranging from distance education facilities to complete virtual higher education institutions and systems, capable of bridging distances and developing high-quality systems of education, thus serving social and economic advancement and democratization as well as other relevant priorities of society, while ensuring that these virtual education facilities, based on regional, continental or global networks, function in a way that respects cultural and social identities;

                    (c) noting that, in making full use of information and communication technology (ICT) for educational purposes, particular attention should be paid to removing the grave inequalities which exist among and also within the countries of the world with regard to access to new information and communication technologies and to the production of the corresponding resources;

                    (d) adapting ICT to national, regional and local needs and securing technical, educational, management and institutional systems to sustain it;

                    (e) facilitating, through international co-operation, the identification of the objectives and interests of all countries, particularly the developing countries, equitable access and the strengthening of infrastructures in this field and the dissemination of such technology throughout society;

                    (f) closely following the evolution of the 'knowledge society' in order to ensure high quality and equitable regulations for access to prevail;

                    (g) taking the new possibilities created by the use of ICTs into account, while realizing that it is, above all, institutions of higher education that are using ICTs in order to modernize their work, and not ICTs transforming institutions of higher education from real to virtual institutions.

                   Article 13 - Strengthening higher education management and financing

                    (a) The management and financing of higher education require the development of appropriate planning and policy-analysis capacities and strategies, based on partnerships established between higher education institutions and state and national planning and co-ordination bodies, so as to secure appropriately streamlined management and the cost-effective use of resources. Higher education institutions should adopt forward-looking management practices that respond to the needs of their environments. Managers in higher education must be responsive, competent and able to evaluate regularly, by internal and external mechanisms, the effectiveness of procedures and administrative rules.

                    (b) Higher education institutions must be given autonomy to manage their internal affairs, but with this autonomy must come clear and transparent accountability to the government, parliament, students and the wider society.

                    (c) The ultimate goal of management should be to enhance the institutional mission by ensuring high-quality teaching, training and research, and services to the community. This objective requires governance that combines social vision, including understanding of global issues, with efficient managerial skills. Leadership in higher education is thus a major social responsibility and can be significantly strengthened through dialogue with all stakeholders, especially teachers and students, in higher education. The participation of teaching faculty in the governing bodies of higher education institutions should be taken into account, within the framework of current institutional arrangements, bearing in mind the need to keep the size of these bodies within reasonable bounds.

                    (d) The promotion of North-South co-operation to ensure the necessary financing for strengthening higher education in the developing countries is essential.

                   Article 14 - Financing of higher education as a public service

The funding of higher education requires both public and private resources. The role of the state remains essential in this regard.

                    (a) The diversification of funding sources reflects the support that society provides to higher education and must be further strengthened to ensure the development of higher education, increase its efficiency and maintain its quality and relevance. Public support for higher education and research remains essential to ensure a balanced achievement of educational and social missions.

                    (b) Society as a whole must support education at all levels, including higher education, given its role in promoting sustainable economic, social and cultural development. Mobilization for this purpose depends on public awareness and involvement of the public and private sectors of the economy, parliaments, the media, governmental and non-governmental organizations, students as well as institutions, families and all the social actors involved with higher education.

                   Article 15 - Sharing knowledge and know-how across borders and continents

                    (a) The principle of solidarity and true partnership amongst higher education institutions worldwide is crucial for education and training in all fields that encourage an understanding of global issues, the role of democratic governance and skilled human resources in their resolution, and the need for living together with different cultures and values. The practice of multilingualism, faculty and student exchange programmes and institutional linkage to promote intellectual and scientific co-operation should be an integral part of all higher education systems.

                    (b) The principles of international co-operation based on solidarity, recognition and mutual support, true partnership that equitably serves the interests of the partners and the value of sharing knowledge and know-how across borders should govern relationships among higher education institutions in both developed and developing countries and should benefit the least developed countries in particular. Consideration should be given to the need for safeguarding higher education institutional capacities in regions suffering from conflict or natural disasters. Consequently, an international dimension should permeate the curriculum, and the teaching and learning processes.

                    (c) Regional and international normative instruments for the recognition of studies should be ratified and implemented, including certification of the skills, competences and abilities of graduates, making it easier for students to change courses, in order to facilitate mobility within and between national systems.

                   Article 16 - From 'brain drain' to 'brain gain'

                   The 'brain drain' has yet to be stemmed, since it continues to deprive the developing countries and those in transition, of the high-level expertise necessary to accelerate their socio-economic progress. International co-operation schemes should be based on long-term partnerships between institutions in the South and the North, and also promote South-South co-operation. Priority should be given to training programmes in the developing countries, in centres of excellence forming regional and international networks, with short periods of specialized and intensive study abroad. Consideration should be given to creating an environment conducive to attracting and retaining skilled human capital, either through national policies or international arrangements to facilitate the return - permanent or temporary - of highly trained scholars and researchers to th eir countries of origin. At the same time, efforts must be directed towards a process of 'brain gain' through collaboration programmes that, by virtue of their international dimension, enhance the building and strengthening of institutions and facilitate full use of endogenous capacities. Experience gained through the UNITWIN/UNESCO Chairs Programme and the principles enshrined in the regional conventions on the recognition of degrees and diplomas in higher education are of particular importance in the respect.

                   Article 17 - Partnership and alliances

                   Partnership and alliances amongst stakeholders - national and institutional policy-makers, teaching and related staff, researchers and students, and administrative and technical personnel in institutions of higher education, the world of work, community groups - is a powerful force in managing change. Also, non-governmental organizations are key actors in this process. Henceforth, partnership, based on common interest, mutual respect and credibility, should be a prime matrix for renewal in higher education.

                   We, the participants in the World Conference on Higher Education, adopt this Declaration and reaffirm the right of all people to education and the right of access to higher education based on individual merit and capacity;

                   We pledge to act together within the frame of our individual and collective responsibilities, by taking all necessary measures in order to realize the principles concerning higher education contained in the Universal Declaration of Human Rights and in the Convention against Discrimination in Education;

                   We solemnly reaffirm our commitment to peace. To that end, we are determined to accord high priority to education for peace and to participate in the celebration of the International Year for the Culture of Peace in the year 2000; We adopt, therefore, this World Declaration on Higher Education for the Twenty-First Century: Vision and Action. To achieve the goals set forth in this Declaration and, in particular, for immediate action, we agree on the following Framework for Priority Action for Change and Development of Higher Education.

          

 

องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ

การประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา

อุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21: วิสัยทัศน์และการปฏิบัติ

ณ กรุงปารีส ระหว่างวันที่ 5 - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2541

 

1. การดำเนินงานสำคัญในระดับชาติ

                   1) รัฐซึ่งรวมถึงรัฐบาล รัฐสภาและผู้มีอำนาจตัดสินใจอื่นๆ ควรจะ

                   ก. กำหนดกรอบการดำเนินงานทางด้านกฎหมาย การเมือง และ งบประมาณตามความเหมาะสมเพื่อปฏิรูป และพัฒนาอุดมศึกษาตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งระบุไว้ว่า "ทุกคนจะได้ รับโอกาสเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาตามความสามารถ" จะไม่มีการยอมรับการเลือกประติบัติใด ๆ ไม่มีผู้ใดจะถูกกีดกันออกจาก การศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือในสาขาใด ๆ ปริญญาใด ๆ และประเภทของสถานศึกษาใด ๆ บนพื้นฐานของความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ เพศ ภาษา ศาสนา หรืออายุ หรือความแตกต่างทางด้าน เศรษฐกิจและสังคม หรือความพิการทางร่างกาย

                   ข. กระชับความเชื่อมโยงระหว่างอุดมศึกษาและการวิจัย

                   ค. พิจารณาและใช้อุดมศึกษาเป็นเครื่องกระตุ้นการศึกษาทั้ง ระบบ

                   ง. พัฒนาสถาบันอุดมศึกษาให้ครอบคลุมแนวทางการเรียนรู้ ตลอดชีวิต โดยจัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเลือกเรียนในสาขาวิชาที่หลากหลายและยืดหยุ่นซึ่งเอื้อต่อการที่ผู้เรียนจะเข้าและออกจากระบบการศึกษา ทั้งนี้จะต้องปรับบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องด้วย ซึ่งจะหมายถึงการเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าศึกษาอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องขึ้น การจัดหลักสูตรเตรียมความพร้อม รวมทั้งการวัดผลและการรับรองผลการเรียนก่อนหน้าที่จะเข้ารับการศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา

                   จ. พยายามเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยพิจารณาตามความเป็นจริงที่ว่าการศึกษาและการวิจัยเป็นองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างมากในการสร้างความรู้

                   ฉ. พัฒนาโครงการความร่วมมือเชิงนวัตกรรมระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและภาคต่าง ๆ ของสังคมเพื่อจะได้แน่ใจว่าหลักสูตรและงานวิจัยจะสามารถส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                   ช. ปฏิบัติตามพันธกิจที่มีต่ออุดมศึกษาและรับผิดชอบต่อคำมั่นต่าง ๆ ที่ได้รับรองไว้ในเวทีการประชุมต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์ วัสดุ อุปกรณ์ และการเงิน การพัฒนามนุษย์และการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ อุดมศึกษา

                   ซ. จัดทำกรอบนโยบายเพื่อสร้างหุ้นส่วนใหม่ และให้ผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนในการอุดมศึกษาทุกแง่มุม กล่าวคือในกระบวนการประเมินผล ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการสอน การบริการแนะแนวและให้คำปรึกษา และการปกครองและการ ตัดสินใจเชิงนโยบายในกรอบของการจัดการสถาบันที่มีอยู่

                   ฌ. กำหนดและดำเนินนโยบายเพื่อขจัดแบบการคิดตายตัวในเรื่องเพศทุกรูปแบบในการอุดมศึกษา รวมถึงการส่งเสริมให้สตรี มีส่วนร่วมในการศึกษาทุกระดับและทุกสาขาวิชาที่ สตรียังมีส่วนร่วมอยู่น้อย และที่สำคัญคือเพิ่มพูนบทบาทของสตรีในการตัดสินใจ

                   ญ. กำหนดนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้สอนในระดับอุดมศึกษาตามที่ระบุไว้ในข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานภาพของบุคลากร ด้านการสอนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัย สามัญของยูเนสโกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540

                   ฎ. ยอมรับว่านิสิตนักศึกษาเป็นศูนย์กลางความสนใจของอุดมศึกษาและเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มหนึ่งควรมีโครงสร้างทางสถาบัน ที่พอเพียงที่จะสนับสนุนให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนการศึกษา (ทั้งในเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรและวิธีการสอน) และในการตัดสินใจภายในกรอบการบริหารงานที่มีอยู่ของสถาบัน

                   ฏ. ยอมรับว่านิสิตนักศึกษามีสิทธิที่จะจัดตั้งกลุ่มของตนได้ อย่างอิสระ

                   ฐ. ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนอาจารย์ แลนักศึกษาในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ในฐานะที่เป็น องค์ประกอบสำคัญของคุณภาพและความสอดคล้องทางการศึกษา

                   ฑ. เสรีภาพทางวิชาการและอิสรภาพแห่งสถาบันจะช่วยให้ ทั้งสถาบันอุดมศึกษาและผู้เกี่ยวข้องในการอุดมศึกษาและการวิจัย สามารถปฏิบัติตามพันธะที่พึงมีต่อสังคมจนลุล่วงไปด้วยดี ดังนั้น จึงต้องมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเสรีภาพและอิสรภาพดังกล่าว

                   2) สำหรับรัฐใดที่มีผู้เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ควรพยายามจัดการอุดมศึกษาให้อยู่ใน ระดับที่จะสนองความต้องการของสังคมทั้งภาครัฐและเอกชน และ ควรจัดทำแผนที่จะขยายโอกาสการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาและ จัดในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อประโยชน์โดยเฉพาะแก่ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มด้อยโอกาส

                   3) ควรทบทวนความเกี่ยวพันกันระหว่างอุดมศึกษากับการ ศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั้งสายสามัญ อาชีวศึกษา และวิชาชีพใน บริบทของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้ที่จบระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า หรือผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะต้องมีโอกาสเข้าเรียนในระดับอุดม- ศึกษาไม่ว่าจะในรูปแบบใดโดยไม่จำกัดอายุ ในขณะเดียวกันจะต้อง เปิดช่องทางสู่อุดมศึกษา โดยเฉพาะแก่ผู้ที่มีอายุมากขึ้นแต่ไม่มีใบ รับรองคุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาอย่างเป็นทางการ โดยพิจารณา ประสบการณ์เชิงวิชาชีพของคนกลุ่มนี้เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม การศึกษาในระดับมัธยมไม่ควรมุ่งที่จะเตรียมนักเรียนเพื่อป้อน เข้าสู่ระดับอุดมศึกษาแต่เพียงประการเดียวหรือเป็นประการ แรก แต่ควรเตรียมนักเรียนสำหรับโลกของงานด้วย ซึ่งควรมีการ สอดแทรกโดยจัดฝึกอบรมเพิ่มเติมตามจำเป็นเพื่อให้ผู้เรียนได้ รับความรู้พัฒนาความสามารถและท ักษะสำหรับงานประเภทต่าง ๆ ควรส่งเสริมแนวคิดเรื่องหลักสูตรเตรียมความพร้อม เพื่อให้ผู้ที่เลือก ทำงานกลับมาเรียนต่อได้ในภายหน้า

                   4) ควรดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเพื่อลดช่องว่างที่เพิ่ม มากขึ้นของการอุดมศึกษาและการวิจัยระหว่างประเทศที่พัฒนา แล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ พัฒนาน้อยที่สุดจำเป็นต้องดำเนินการที่เป็นรูปธรรมอย่างเป็น ขั้นตอนเพื่อกระตุ้นความร่วมมือระหว่างประเทศด้านอุดมศึกษาและ การวิจัยในทุก ๆ ระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ควร พิจารณาสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อการนี้และสนับสนุนข้อตกลง ที่เอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยให้อุตสาหกรรมทั้งในระดับชาติและ นานาชาติมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนโครงการและกิจกรรมความร่วมมือ โดยให้มีผลตอบแทนและงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อการศึกษา การ วิจัยและการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในประเทศเหล่านี้

                   2. การดำเนินงานในระดับระบบและสถาบัน

                   5) สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งควรจะกำหนดภารกิจให้ สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในปัจจุบันและอนาคต บนพื้นฐานของความจริงที่ว่าอุดมศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุก ประเทศหรือทุกภูมิภาค อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ยั่งยืนโดยคงสภาพแวดล้อมที่ดีไว้ได้ รวมทั้งก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ เชิงวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากความรู้และความเข้าใจในมรดกทาง วัฒนธรรมที่ดีขึ้น ช่วยให้มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูงขึ้น มีสมานฉันท์ และสันติภาพทั้งภายในและระหว่างประเทศโดยมีสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความอดกลั้น และความเคารพซึ่งกันและกันเป็น พื้นฐาน ภารกิจดังกล่าวควรจะต้องผสมผสานแนวคิดเรื่องเสรีภาพ ทางวิชาการตามที่ระบุในข้อเสนอแนะเรื่องสถานภาพของบุคลากร ด้านการสอนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัย สามัญของยูเนสโกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ .ศ. 2540 เข้าไว้ด้วย

                   6) ในการจัดลำดับความสำคัญของโครงงานและโครงสร้าง สถาบันอุดมศึกษาควร

                   ก. พิจารณาความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามหลักจริยธรรม ความเข้มงวดเชิงวิทยาศาสตร์และปัญญา รวมทั้งแนวทางการดำเนิน งานในลักษณะสหวิทยาการและการจัดการศึกษาข้ามสาขาวิชา

                   ข. ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบเพื่อเปิดโอกาสทางการ ศึกษาที่จะเอื้อต่อทุกคนที่มีความสามารถและแรงจูงใจพอเพียงที่ จะศึกษาต่อ

                   ค. อาศัยอิสรภาพและมาตรฐานทางวิชาการที่สูงให้เป็น ประโยชน์ในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนและในการแก้ไขปัญหาของ สังคมในอนาคต สถาบันอุดมศึกษาควรพัฒนาความสามารถในการ เตือนภัยล่วงหน้าด้วยการศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองในเชิงสหวิทยาการและข้ามสาขาวิชา ทั้งนี้จะต้องให้ความสนใจเรื่อง

                        - ความมีคุณภาพสูง ความสอดคล้องที่ชัดเจนระหว่าง การศึกษากับสังคมและบทบาทหน้าที่ที่สังคมคาดหวัง โดยมีพื้นฐาน บนความมีเหตุมีผลเชิงวิทยาศาสตร์

                        - การเรียนรู้ถึงปัญหาพื้นฐานของสังคม โดยเฉพาะที่ เกี่ยวกับการขจัดความยากจน การพัฒนาที่ยั่งยืน การสื่อสารระหว่าง วัฒนธรรมและการสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งสันติภาพ

                        - ความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ องค์กรหรือสถาบันการวิจัยที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับในแวดวงของ การวิจัย

                        - การพัฒนาการศึกษาทั้งระบบตามแนวคิดของข้อเสนอ แนะและเป้าหมายใหม่ของการศึกษาตามที่ระบุไว้ในรายงานของ คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่รายงานต่อ ยูเนสโกเมื่อปี พ.ศ. 2539

                        - จริยธรรมพื้นฐานของแต่ละสาขาวิชาชีพและของความ พากเพียรทั้งหลายของมนุษยชาติ

                   ง. สร้างความเชื่อมั่นได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน มหาวิทยาลัยว่าคณาจารย์มีภารกิจในการสอน วิจัย สอนเสริม และ กำหนดทิศทางการดำเนินงานของสถาบัน

                   จ. ดำเนินมาตรการที่จำเป็นทุกวิถีทางเพื่อเสริมสร้างบริการที่จัดให้ชุมชนโดยเฉพาะกิจกรรมที่มุ่งขจัดความยากจน ความไม่อดกลั้น ความรุนแรง ความไม่รู้หนังสือ ความอดอยาก และโรคต่าง ๆ โดยใช้ วิธีการแบบสหวิทยาการและข้ามสาขาวิชาเพื่อวิเคราะห์ประเด็น ปัญหาและเรื่องอื่น ๆ

                   ฉ. สร้างสัมพันธ์กับโลกของงานในแนวใหม่ โดยดึงภาค สังคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ทั้งนี้ โดยเริ่มจากการปรับ การดำเนินการต่าง ๆ ให้กลมเกลียวกันไปสู่การแสวงหาข้อยุติของ ปัญหาเร่งด่วนที่มีผลต่อมนุษยชาติในกรอบของอิสรภาพในการ จัดการและเสรีภาพทางวิชาการ

                   ช. ประกันคุณภาพการศึกษาในระดับสากล และพิจารณา ความสามารถในการตรวจสอบได้และการประเมิน ทั้งจากภายใน และภายนอก โดยคำนึงถึงอิสรภาพในการจัดการและเสรีภาพทาง วิชาการ โดยถือว่าเป็นภารกิจปกติที่สถาบันอุดมศึกษาพึงกระทำ รวมทั้งวางระบบที่โปร่งใส กำหนดโครงสร้างและกลไกที่สอดคล้องกัน

                   ซ. การศึกษาตลอดชีวิตทำให้นักวิชาการจำต้องพัฒนาทักษะ การสอนและวิธีการเรียนรู้ให้ทันสมัยอยู่เสมอมากกว่าในระบบ ปัจจุบันที่อาศัยการสอนระดับอุดมศึกษาระยะสั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้อง วางโครงสร้างและ/หรือกลไกและโครงการพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสม

                   ฌ. ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ ระบบอุดมศึกษาในทุกสาขาวิชา รวมทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ เนื่องจากเป็นสาขาที่สอดคล้องกับมิติ การพัฒนานอกจาก นี้ควรจะต้องเสริมสร้างการวิจัยเรื่องอุดมศึกษาเองโดยอาศัยกลไก

ต่าง ๆ เช่น การประชุมว่าด้วยอุดมศึกษาของยูเนสโก/มหาวิทยาลัย สหประชาชาติ และการแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษของยูเนสโก (UNESCO Chairs in Higher Education) จำเป็นต้องมีการศึกษาที่ เป็นกลางและทันการเพื่อประกันความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในอันที่ จะบรรลุวัตถุประสงค์หลักของชาติ เช่น โอกาสในการเข้าศึกษา ความ เป็นธรรม คุณภาพ ความสอดคล้อง และความหลากหลายของการจัด การศึกษา

                   ญ. ขจัดความไม่เสมอภาคและความลำเอียงเรื่องเพศที่ ปรากฏในหลักสูตรและงานวิจัย และดำเนินมาตรการที่เหมาะสม ทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดความสมดุลในการมีส่วนร่วมของบุรุษและสตรี ในหมู่นักศึกษาและอาจารย์ในทุกระดับของการบริหาร

                   ฎ. จัดให้มีการแนะแนวและให้คำปรึกษา หลักสูตรซ่อม เสริมและการฝึกอบรมวิธีการเรียนที่ถูกต้อง รวมทั้งการ สนับสนุนนักศึกษาตามรูปแบบที่เห็นเหมาะสม ตลอดจนใช้ มาตรการที่จะปรับปรุงสถานภาพความเป็นอยู่ของนักศึกษาให้ดีขึ้น ด้วย

                   7) ความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างอุดมศึกษาและ โลกของงานซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญกันทั่วโลกเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งของ ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจต่ำ รัฐบาลควร กำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว เช่น การเสริมสร้างสถาบันการศึกษาทั้งระดับอุดมศึกษา วิชาชีพและอาชีว- ศึกษา ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องมีการดำเนินงานระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างอุดมศึกษากับภาคอุตสาหกรรมใน ประเทศเหล่านี้ ในการนี้จำต้องพิจารณาแนวทางสนับสนุนบัณฑิต อุดมศึกษา โดยอาศัยประสบการณ์เชิงบวกของระบบสินเชื่อระดับ จุลภาคและผลตอบแทนอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้บัณฑิต สามารถประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของตนเอง ในระดับ สถาบันการพัฒนาทักษะการประกอบการและความคิดริ เริ่มจึงควร เป็นเรื่องหนึ่งที่อุดมศึกษาต้องคำนึงถึงเพื่อให้บัณฑิตสามารถทำงาน ได้และเป็นผู้สร้างงานไม่ใช่เป็นเพียงแต่ผู้เสาะหางาน

                   8) ควรใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยสถาบันอุดมศึกษาพัฒนางานวิชาการ ขยายโอกาสการศึกษา ก้าวสู่ความเป็นสากลและขยายกรอบความรู้ รวมทั้งอำนวยความ สะดวกให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิต รัฐบาล สถาบันการศึกษาและภาค เอกชนควรประกันว่าจะมีโครงสร้างเครือข่ายสารสนเทศและการ สื่อสาร วัสดุ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และการฝึกอบรมเพื่อพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์อย่างพอเพียง

                   9) สถาบันอุดมศึกษาควรเปิดกว้างสำหรับผู้เรียนผู้ใหญ่ โดย

                   ก. พัฒนากลไกเพื่อรับรองผลของการเรียนรู้ในบริบทต่าง ๆ กัน รวมทั้งประกันว่าจะถ่ายโอนหน่วยกิตภายในและระหว่างสถาบันการ ศึกษาภาคต่าง ๆ ในสังคมและระหว่างประเทศได้

                   ข. พัฒนาหุ้นส่วนการวิจัยและฝึกอบรมระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและชุมชน และเสนอบริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา ให้แก่ชุมชนภายนอก

                   ค. ทำวิจัยในเชิงสหวิทยาการเกี่ยวกับมิติต่าง ๆ ของการศึกษา ผู้ใหญ่โดยให้นักศึกษาผู้ใหญ่มีส่วนร่วมในงานวิจัยด้วย

                   ง. สร้างโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ โดยวิธีที่ยืดหยุ่น เปิดกว้างและ สร้างสรรค์

                   3. การดำเนินงานในระดับนานาชาติโดยเฉพาะที่ริเริ่มโดย ยูเนสโก

                   10) ระบบและสถาบันอุดมศึกษาควรถือว่าความร่วมมือ เป็นภารกิจประการหนึ่ง องค์กรระหว่างรัฐบาล หน่วยงานผู้บริจาค และองค์การนอกภาคราชการควรจะขยายกรอบการปฏิบัติงานเพื่อ พัฒนาโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในลักษณะเป็นคู่บนพื้นฐานของความเป็นปึกแผ่นและความเป็น หุ้นส่วน ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะลดช่องว่างในการพัฒนาและประยุกต์ ใช้องค์ความรู้ระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจน สถาบันอุดมศึกษา แต่ละแห่งควรจะกำหนดโครงสร้างที่เหมาะสมและ/หรือกลไกที่ จะส่งเสริมและจัดการความร่วมมือระหว่างประเทศ

                   11) ยูเนสโก องค์กรระหว่างรัฐบาลอื่น ๆ และองค์การนอกภาค ราชการอื่น ๆ ที่มีบทบาทแข็งขันด้านอุดมศึกษา รวมทั้งรัฐต่าง ๆ ที่มีโครงการความร่วมมือในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ชุมชน วิชาการ ตลอดจนหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้องในสังคมควรจะส่งเสริมการเคลื่อนย้าย ทางวิชาการระหว่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อพัฒนาความรู้ให้ ก้าวหน้าขึ้นและแลกเปลี่ยนความรู้อันจะก่อให้เกิดและส่งเสริมความ เป็นปึกแผ่น ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของโลกอนาคตที่เป็นสังคม แห่งความรู้ ทั้งนี้รวมถึงการสนับสนุนแผนปฏิบัติงานร่วม (พ.ศ. 2542 - 2548) ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล 6 คณะซึ่งรับผิดชอบการ ปฏิบัติตามอนุสัญญาภูมิภาคว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิและปริญญา ในระดับอุดมศึกษา และการสนับสนุนความร่วมมือในวงกว้างซึ่ง รวมถึงการถ่ายโอนหน่วยกิตทางการศึกษา โดยเน้นความร่วมมือใต้-ใต้และความต้องการของประเทศที่พั ฒนาน้อยที่สุด ตลอดจนรัฐเล็ก ๆ ที่มีสถาบันอุดมศึกษาน้อยหรือไม่มีเลย

                   12) สถาบันอุดมศึกษาในประเทศอุตสาหกรรมควรพยายาม ร่วมมือกับสถาบัน "น้อง" ในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับบรรดาประเทศยากจน ในการนี้สถาบันอุดมศึกษาควรจะต้อง พยายามประกันว่าจะรับรองการศึกษาในต่างประเทศอย่างเที่ยงตรง และยุติธรรม ยูเนสโกควรเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาอุดมศึกษาทั่วโลกโดย กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อให้มีผลลัพธ์ปรากฏ วิธีการหนึ่งคือ การดำเนินโครงการในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อสานต่อความพยายามที่จะ สร้างและ/หรือเสริมสร้างศูนย์ความเป็นเลิศในประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้โครงการ UNITWIN/UNESCO Chairs Programme บนพื้นฐานของเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาระดับชาติ ภูมิภาค และนานาชาติ

                   13) ยูเนสโกร่วมกับภาคต่าง ๆ ของสังคมควรดำเนินงานเพื่อ บรรเทาผลด้านลบที่เกิดจาก "ภาวะสมองไหล" และปรับเปลี่ยน ไปสู่กระบวนการที่มีพลวัตของ "สมองหลาย" ควรจะต้องวิเคราะห์ สาเหตุและผลของปัญหาสมองไหลที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลกใน ภาพรวม ประชาคมโลกควรช่วยกันรณรงค์อย่างแข็งขัน โดยยึด หลักความเป็นปึกแผ่นทางวิชาการและควรกระตุ้นให้นักวิชาการที่ พำนักอยู่นอกประเทศของตนกลับสู่มาตุภูมิ อาสาสมัครจากมหา- วิทยาลัย เช่น นักวิชาการที่เพิ่งจะเกษียณอายุหรือนักวิชาการรุ่น หนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานซึ่งสนใจจะสอนและทำวิจัยใน สถาบันอุดมศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาควรได้เข้ามามีบทบาทด้วย ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้พยายาม พัฒนาและเสริมสร้างความสามารถด้านการศึกษาของตนด้วย

                   14) ภายใต้กรอบการดำเนินงานสำคัญนี้ ยูเนสโกควรจะ

                   ก. ส่งเสริมให้องค์กรระหว่างรัฐบาล องค์กรข้ามชาติ องค์การนอกภาคราชการ หน่วยงานและมูลนิธิต่างๆ ที่มีส่วน สนับสนุนโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศด้านอุดมศึกษา ประสานงานกันให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การประสานความร่วมมือควร จะอยู่ในบริบทของนโยบายสำคัญของประเทศด้วย ซึ่งจะทำให้มีการ รวมและแบ่งปันทรัพยากรโดยหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อน ในขณะเดียวกัน จะสนับสนุนให้สามารถระบุโครงการที่ควรจะนำมาดำเนินการได้ดีขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบจากการดำเนินงานมากขึ้น รวมทั้งย้ำความ ถูกต้องด้วยการร่วมคิดร่วมทำ สถาบันและผู้บริจาคทั้งภาครัฐและ เอกชนควรสนับสนุนโครงงานที่มุ่งถ่ายทอดความรู้อย่างฉับไว สนับสนุนการพัฒนาสถาบัน และจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ ในสาขาต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาเพื่อสันติภาพ การแก้ปัญหา ความขัดแย้ง สิทธิมนุษยชน และระบอบประชาธิปไตย

                   ข. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสหประชาชาติและสำนักเลขาธิการ คณะกรรมการแห่งชาติฯ ของประเทศสมาชิก องค์กรระหว่างรัฐบาล และองค์การนอกภาคราชการเพื่อทำหน้าที่เป็นเวทีทางความคิดใน ประเด็นเกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาเพื่อ

                        1) รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านอุดม- ศึกษาจากทั่วโลก

                        2) สนับสนุนโครงการเชิงนวัตกรรมด้านการวิจัย และฝึก อบรมเพื่อสนับสนุนบทบาทของอุดมศึกษาในด้านการศึกษาเพื่อการ เรียนรู้ตลอดชีวิต

                        3) สร้างเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและเน้นบทบาท ของอุดมศึกษาในการให้การศึกษาแก่ประชาชน การพัฒนาที่ยั่งยืน และสันติภาพ

                        4) อำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการสร้างฐานข้อมูลตามที่เห็นสมควรเกี่ยวกับประสบการณ์และ นวัตกรรมที่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาสามารถนำไป ศึกษาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องมาจากการปฏิรูปอุดมศึกษา

                   ค. ดำเนินงานเฉพาะเพื่อสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาใน

ภูมิภาคที่พัฒนาน้อยที่สุดและในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากความ ขัดแย้งหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

                   ง. สานต่อความพยายามที่จะสร้างหรือ/และเสริมสร้างศูนย์ ความเป็นเลิศทางวิชาการในประเทศกำลังพัฒนา

                   จ. ริเริ่มร่างกลไกระหว่างประเทศเพื่อสร้างเสรีภาพทางวิชาการ ความเป็นอิสระ และความรับผิดชอบต่อสังคมที่สอดคล้องกับข้อเสนอ- แนะเรื่องสถานภาพของบุคลากรด้านการสอนในระดับอุดมศึกษา

                   ฉ. ประกันการติดตามผลการดำเนินงานตามปฏิญญาโลก ว่าด้วยการอุดมศึกษาและกรอบการดำเนินงานสำคัญ โดยร่วมมือกับ องค์กรระหว่างรัฐบาลและองค์การนอกภาคราชการ และผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสียกับอุดมศึกษา รวมถึงมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ การหารือ ร่วมเกี่ยวกับอุดมศึกษาขององค์การนอกภาคราชการ (NGO Collective Consultation on Higher Education) และการประชุมของ ยูเนสโกสำหรับนักศึกษา (UNESCO Student Forum) ยูเนสโกควรจะ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านอุดมศึกษาโดยดำเนินการติดตามผลดังกล่าว ทั้งนี้ เมื่อยูเนสโกจัด เตรียมเอกสารโครงงานและงบประมาณครั้งต่อไปควรยกให้การ ติดตามผลนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญ

          

ED-98/CONF.202/4

PARIS, 9 October 1998

Original: English

 

 

UNITED NATIONS EDUCATIONAL,

SCIENTIFIC AND CULTURAL ORGANIZATION

 

WORLD CONFERENCE ON HIGHER EDUCATION

Higher Education in the Twenty-First Century: Vision and Action

Paris, 5-9 October 1998

 

I. PRIORITY ACTIONS AT NATIONAL LEVEL

                   1. States, including their governments, parliaments and other decision-makers, should:

                   (a) establish, where appropriate, the legislative, political and financial framework for the reform and further development of higher education, in keeping with the terms of the Universal Declaration of Human Rights, which establishes that higher education shall be 'accessible to all on the basis of merit'. No discrimination can be accepted, no one can be excluded from higher education or its study fields, degree levels and types of institutions on grounds of race, gender, language, religion, or age or because of any economic or social distinctions or physical disabilities;

                    (b) reinforce the links between higher education and research;

                    (c) consider and use higher education as a catalyst for the entire education system;

                    (d) develop higher education institutions to include lifelong learning approaches, giving learners an optimal range of choice and a flexibility of entry and exit points within the system, and redefine their role accordingly, which implies the development of open and continuous access to higher learning and the need for bridging programmes and prior learning assessment and recognition;

                    (e) make efforts, when necessary, to establish close links between higher education and research institutions, taking into account the fact that education and research are two closely related elements in the establishment of knowledge;

                    (f) develop innovative schemes of collaboration between institutions of higher education and different sectors of society to ensure that higher education and research programmes effectively contribute to local, regional and national development;

                    (g) fulfil their commitments to higher education and be accountable for the pledges adopted with their concurrence, at several forums, particularly over the past decade, with regard to human, material and financial resources, human development and education in general, and to higher education in particular;

                    (h) have a policy framework to ensure new partnerships and the involvement of all relevant stakeholders in all aspects of higher education: the evaluation process, including curriculum and pedagogical renewal, and guidance and counselling services; and, in the framework of existing institutional arrangements, policy-making and institutional governance;

                    (i) define and implement policies to eliminate all gender stereotyping in higher education and to consolidate women's participation at all levels and in all disciplines in which they are under-represented at present and, in particular, to enhance their active involvement in decision-making;

                    (j) establish clear policies concerning higher education teachers, as set out in the Recommendation concerning the Status of Higher-Education Teaching Personnel approved by the General Conference of UNESCO in November 1997;

                    (k) recognize students as the centre of attention of higher education, and one of its stakeholders. They should be involved, by means of adequate institutional structures, in the renewal of their level of education (including curriculum and pedagogical reform), and policy decision, in the framework of existing institutional arrangements;

                    (l) recognize that students have the right to organize themselves autonomously;

                    (m) promote and facilitate national and international mobility of teaching staff and students as an essential part of the quality and relevance of higher education;

                    (n) provide and ensure those conditions necessary for the exercise of academic freedom and institutional autonomy so as to allow institutions of higher education, as well as those individuals engaged in higher education and research, to fulfil their obligations to society.

                   2. States in which enrolment in higher education is low by internationally accepted comparative standards should strive to ensure a level of higher education adequate for relevant needs in the public and private sectors of society and to establish plans for diversifying and expanding access, particularly benefiting all minorities and disadvantaged groups.

                   3. The interface with general, technical and professional secondary education should be reviewed in depth, in the context of lifelong learning. Access to higher education in whatever form must remain open to those successfully completing secondary education or its equivalent or meeting entry qualifications at any age, while creating gateways to higher education, especially for older students without any formal secondary education certificates, by attaching more importance to their professional experience. However, preparation for higher education should not be the sole or primary purpose of secondary education, which should also prepare for the world of work, with complementary training whenever required, in order to provide knowledge, capacities and skills for a wide range of jobs. The concept of bridging programmes should be promoted to allow those entering the job market to return to studies at a later date.

                   4. Concrete steps should be taken to reduce the widening gap between industrially developed and developing countries, in particular the least developed countries, with regard to higher education and research. Concrete steps are also needed to encourage increased co-operation between countries at all levels of economic development with regard to higher education and research. Consideration should be given to making budgetary provisions for that purpose, and developing mutually beneficial agreements involving industry, national as well as international, in order to sustain co-operative activities and projects through appropriate incentives and funding in education, research and the development of high-level experts in these countries.

II. PRIORITY ACTIONS AT THE LEVEL OF SYSTEMS AND INSTITUTIONS

                   5. Each higher education institution should define its mission according to the present and future needs of society and base it on an awareness of the fact that higher education is essential for any country or region to reach the necessary level of sustainable and environmentally sound economic and social development, cultural creativity nourished by better knowledge and understanding of the cultural heritage, higher living standards, and internal and international harmony and peace, based on human rights, democracy, tolerance and mutual respect. These missions should incorporate the concept of academic freedom set out in the Recommendation concerning the Status of Higher-Education Teaching Personnel approved by the General Conference of UNESCO in November 1997.

                   6. In establishing priorities in their programmes and structures, higher education institutions should:

                    (a) take into account the need to abide by the rules of ethics and scientific and intellectual rigour, and the multidisciplinary and transdisciplinary approach;

                    (b) be primarily concerned to establish systems of access for the benefit of all persons who have the necessary abilities and motivations;

                    (c) use their autonomy and high academic standards to contribute to the sustainable development of society and to the resolution of the issues facing the society of the future. They should develop their capacity to give forewarning through the analysis of emerging social, cultural, economic and political trends, approached in a multidisciplinary and transdisciplinary manner, giving particular attention to: high quality, a clear sense of the social pertinence of studies and their anticipatory function, based on scientific grounds;

                   knowledge of fundamental social questions, in particular related to the elimination of poverty, to sustainable development, to intercultural dialogue and to the shaping of a culture of peace;

                   the need for close connection with effective research organizations or institutions that perform well in the sphere of research;

                   the development of the whole education system in the perspective of the recommendations and the new goals for education as set out in the 1996 report to UNESCO of the International Commission on Education for the Twenty-first Century;

                   fundamentals of human ethics, applied to each profession and to all areas of human endeavour;

                    (d) ensure, especially in universities and as far as possible, that faculty members participate in teaching, research, tutoring students and steering institutional affairs;

                    (e) take all necessary measures to reinforce their service to the community, especially their activities aimed at eliminating poverty, intolerance, violence, illiteracy, hunger and disease, through an interdisciplinary and transdisciplinary approach in the analysis of challenges, problems and different subjects;

                    (f) set their relations with the world of work on a new basis involving effective partnerships with all social actors concerned, starting from a reciprocal harmonization of action and the search for solutions to pressing problems of humanity, all this within a framework of responsible autonomy and academic freedoms;

                    (g) ensure high quality of international standing, consider accountability and both internal and external evaluation, with due respect for autonomy and academic freedom, as being normal and inherent in their functioning, and institutionalize transparent systems, structures or mechanisms specific thereto;

                    (h) as lifelong education requires academic staff to update and improve their teaching skills and learning methods, even more than in the present systems mainly based on short periods of higher teaching, establish appropriate academic staff development structures and/or mechanisms and programmes;

                    (i) promote and develop research, which is a necessary feature of all higher education systems, in all disciplines, including the human and social sciences and arts, given their relevance for development. Also, research on higher education itself should be strengthened through mechanisms such as the UNESCO/UNU Forum on Higher Education and the UNESCO Chairs in Higher Education. Objective, timely studies are needed to ensure continued progress towards such key national objectives as access, equity, quality, relevance and diversification;

                    (j) remove gender inequalities and biases in curricula and research, and take all appropriate measures to ensure balanced representation of both men and women among students and teachers, at all levels of management;

                    (k) provide, where appropriate, guidance and counselling, remedial courses, training in how to study and other forms of student support, including measures to improve student living conditions.

                   7. While the need for closer links between higher education and the world of work is important worldwide, it is particularly vital for the developing countries and especially the least developed countries, given their low level of economic development. Governments of these countries should take appropriate measures to reach this objective through appropriate measures such as strengthening institutions for higher/professional/vocational education. At the same time, international action is needed in order to help establish joint undertakings between higher education and industry in these countries. It will be necessary to give consideration to ways in which higher education graduates could be supported, through various schemes, following the positive experience of the micro-credit system and other incentives, in order to start small-and medium-size ente rprises. At the institutional level, developing entrepreneurial skills and initiative should become a major concern of higher education, in order to facilitate employability of graduates who will increasingly be required not only to be job-seekers but to become job-creators.

                   8. The use of new technologies should be generalized to the greatest extent possible to help higher education institutions, to reinforce academic development, to widen access, to attain universal scope and to extend knowledge, as well as to facilitate education throughout life. Governments, educational institutions and the private sector should ensure that informatics and communication network infrastructures, computer facilities and human resources training are adequately provided.

                   9. Institutions of higher education should be open to adult learners:

                    (a) by developing coherent mechanisms to recognize the outcomes of learning undertaken in different contexts, and to ensure that credit is transferable within and between institutions, sectors and states;

                    (b) by establishing joint higher education/community research and training partnerships, and by bringing the services of higher education institutions to outside groups;

                    (c) by carrying out interdisciplinary research in all aspects of adult education and learning with the participation of adult learners themselves;

                    (d) by creating opportunities for adult learning in flexible, open and creative ways.

III. ACTIONS TO BE TAKEN AT INTERNATIONAL LEVEL AND, IN PARTICULAR, TO BE INITIATED BY UNESCO

                   10. Co-operation should be conceived of as an integral part of the institutional missions of higher education institutions and systems. Intergovernmental organizations, donor agencies and non-governmental organizations should extend their action in order to develop inter-university co-operation projects in particular through twinning institutions, based on solidarity and partnership, as a means of bridging the gap between rich and poor countries in the vital areas of knowledge production and application. Each institution of higher education should envisage the creation of an appropriate structure and/or mechanism for promoting and managing international cooperation.

                   11. UNESCO, and other intergovernmental organizations and non-governmental organizations active in higher education, the states through their bilateral and multilateral co-operation programmes, the academic community and all concerned partners in society should further promote international academic mobility as a means to advance knowledge and knowledge-sharing in order to bring about and promote solidarity as a main element of the global knowledge society of tomorrow, including through strong support for the joint work plan (1999-2005) of the six intergovernmental committees in charge of the application of the regional conventions on the recognition of studies, degrees and diplomas in higher education and through large-scale co-operative action involving, inter alia, the establishment of an educational credit transfer scheme, with particular emphasi s on South-South co-operation, the needs of the least developed countries and of the small states with few higher education institutions or none at all.

                   12. Institutions of higher education in industrialized countries should strive to make arrangements for international co-operation with sister institutions in developing countries and in particular with those of poor countries. In their co-operation, the institutions should make efforts to ensure fair and just recognition of studies abroad. UNESCO should take initiatives to develop higher education throughout the world, setting itself clear-cut goals that could lead to tangible results. One method might be to implement projects in different regions renewing efforts towards creating and/or strengthening centres of excellence in developing countries, in particular through the UNITWIN/UNESCO Chairs Programme, relying on networks of national, regional and international higher education institutions.

                   13. UNESCO, together with all concerned parts of society, should also undertake action in order to alleviate the negative effects of 'brain drain' and to shift to a dynamic process of 'brain gain'. An overall analysis is required in all regions of the world of the causes and effects of brain drain. A vigorous campaign should be launched through the concerted effort of the international community and on the basis of academic solidarity and should encourage the return to their home country of expatriate academics, as well as the involvement of university volunteers - newly retired academics or young academics at the beginning of their career - who wish to teach and undertake research at higher education institutions in developing countries. At the same time it is essential to support the developing countries in their efforts to build and strengthen th eir own educational capacities.

                   14. Within this framework, UNESCO should:

                    (a) promote better co-ordination among inter-governmental, supranational and non-governmental organizations, agencies and foundations that sponsor existing programmes and projects for international co-operation in higher education. Furthermore, co-ordination efforts should take place in the context of national priorities. This could be conducive to the pooling and sharing of resources, avoid overlapping and promote better identification of projects, greater impact of action and increased assurance of their validity through collective agreement and review. Programmes aiming at the rapid transfer of knowledge, supporting institutional development and establishing centres of excellence in all areas of knowledge, in particular for peace education, conflict resolution, human rights and democracy, should be supported by institutions and by public and priva te donors;

                    (b) jointly with the United Nations University and with National Commissions and various intergovernmental and non-governmental organizations, become a forum of reflection on higher education issues aiming at: (i) preparing update reports on the state of knowledge on higher education issues in all parts of the world; (ii) promoting innovative projects of training and research, intended to enhance the specific role of higher education in lifelong education; (iii) reinforcing international co-operation and emphasizing the role of higher education for citizenship education, sustainable development and peace; and (iv) facilitating exchange of information and establishing, when appropriate, a database on successful experiences and innovations that can be consulted by institutions confronted with problems in their reforms of higher education;

                   c) take specific action to support institutions of higher education in the least developed parts of the world and in regions suffering the effects of conflict or natural disasters;

                    (d) make renewed efforts towards creating or/and strengthening centres of excellence in developing countries;

                    (e) take the initiative to draw up an international instrument on academic freedom, autonomy and social responsibility in connection with the Recommendation concerning the Status of Higher-Education Teaching Personnel;

                    (f) ensure follow-up to the World Declaration on Higher Education and the Framework for Priority Action, jointly with other intergovernmental and non-governmental organizations and with all higher education stakeholders, including the United Nations University, the NGO Collective Consultation on Higher Education and the UNESCO Student Forum. It should have a crucial role in promoting international co-operation in the field of higher education in implementing this follow-up. Consideration should be given to according priority to this in the development of UNESCO's next draft Programme and Budget.

          

World Conference on Higher Education Higher Education in the Twenty-First Century : Vision and Action

5 - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2541

ณ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

รายนามคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุม

                   1. ศ.ดร. ประเวศ วะสี

                   2. ศ.นพ. จรัส สุวรรณเวลา

                   ประธานกรรมการทบวงมหาวิทยาลัย

                   กรรมการใน Steering Committee for World Conference on Higher Education และ UNESCO Advisory Committee on Higher Education

                   3. รศ.ดร. ทองอินทร์ วงศ์โสธร

                   รองปลัดทบวงมหาวิทยาลัย

                   4. นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์

                   รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

                   เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ

                   5. ดร. ทองอยู่ แก้วไทรฮะ

                   อธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ

                   6. รศ.ดร. สุมณฑา พรหมบุญ

                   อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

                   ในฐานะผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย

                   7. นายพรชัย มงคลวนิช

                   อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม

                   ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย

                   8 ผศ. นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์

                   รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ

                   สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล

                   9. นางสาวพรทิพย์ กาญจนนิยต

                   ผู้อำนวยการกองวิเทศสัมพันธ์

                   สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย

                   10. นางสาวชฎารัตน์ สิงหเดชากุล

                   หัวหน้าฝ่ายพัฒนาความร่วมมือกับต่างประเทศ

                   กองวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย

วัตถุประสงค์ของการประชุม

                   การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมระดับโลกด้านอุดมศึกษาครั้งแรกที่ยูเนสโกได้จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวางหลักการในการปฏิรูประบบอุดมศึกษาทั่วโลกในเชิงลึกเพื่อเพิ่มศักยภาพของอุดมศึกษาในการส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสันติภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและคุณธรรมซึ่งกำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

ลักษณะการจัดการประชุม

                   1. การจัดประชุมใหญ่ (Plenary) นอกจากจะจัดสำหรับงานพิธีการแล้วยังเป็นการประชุมที่เปิดโอกาสให้หัวหน้าคณะผู้แทนของแต่ละประเทศ องค์กรรัฐบาล องค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาลกล่าวปราศรัยถึงสถานะของประเทศ/องค์กร และข้อคิดเห็นต่อร่างปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา

                   2. การประชุมคณะกรรมาธิการ (Commission) ยูเนสโกได้จัด ให้มีการประชุมคณะกรรมาธิการ 4 ชุด ใน 4 ประเด็นหลัก คือ ความสอดคล้อง คุณภาพ การจัดการและการเงิน และความร่วมมือระหว่างประเทศ

                   3. การอภิปรายประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุดมศึกษา (Thematic Debates) แบ่งประเด็นสำคัญอื่น ๆ เป็น 3 หัวข้อ ซึ่งแต่ละหัวข้อได้มีการจัดเตรียมให้อภิปรายในหัวข้อย่อยต่าง ๆ ด้วย ดังนี้

                        3.1 การอุดมศึกษาและการพัฒนา (หัวข้อย่อย: เงื่อนไขที่โลก ของงานต้องการ การอุดมศึกษาและการพัฒนามนุษย์อย่างยั่งยืน

การสนับสนุนการพัฒนาชาติและภูมิภาค การพัฒนาบุคลากรใน วงการอุดมศึกษา)

                        3.2 แนวโน้มและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการอุดมศึกษา (หัวข้อย่อย: การอุดมศึกษากับสังคมยุคใหม่: วิสัยทัศน์ของนักศึกษา จากการปฏิบัติรูปแบบเดิมสู่สภาวะเสมือนจริง: เทคโนโลยีสารสนเทศ การอุดมศึกษาและการวิจัย: ความท้าทายและโอกาส ผลของการอุดมศึกษาต่อระบบการศึกษาโดยรวม)

                        3.3 การอุดมศึกษา วัฒนธรรม และสังคม (หัวข้อย่อย : สตรีและ การอุดมศึกษา การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ การระดมกำลังทางวัฒนธรรม ความเป็นอิสระ ความรับผิดชอบต่อสังคมและเสรีภาพทางวิชาการ)

                   4. การบรรยายพิเศษ (Special Lecture) ยูเนสโกจัดให้มีการบรรยายพิเศษโดยผู้แทนของผู้ได้รับเหรียญ Comenius และแขกรับเชิญจากประเทศต่าง ๆ

สาระการประชุม

                   1. พิธีเปิดการประชุม

                   Mr. Federico Mayor, Director General of UNESCO ได้กล่าวเปิดการประชุมโดยได้เน้นสรุปข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมระดับภูมิภาค 5 ครั้ง ณ ประเทศคิวบา อัฟริกา ญี่ปุ่น อิตาลี และเลบานอน ซึ่งยูเนสโกได้จัดขึ้นเพื่อเตรียมการประชุมระดับโลก เรื่องการอุดมศึกษาครั้งนี้ ดังนี้

                   - อุดมศึกษาจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนในเชิงลึกเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาคมโลก โลกแห่งการเรียนรู้จะต้องปรับเปลี่ยนให้ประสานสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสังคมยุคข่าวสาร ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต เสริมสร้างทักษะในการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจได้ด้วยตนเอง และเตรียมความพร้อมเพื่อให้พลเมืองดำรงชีวิตได้อย่างมีเสรีภาพ ประชาธิปไตย

                   - ปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาได้ประมวลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนาอุดมศึกษาจากประชาคมโลก โดยได้เสนอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาแล้ว และหวังว่าจะได้รับการรับรองจากที่ประชุม สิ่งสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาอุดมศึกษาบรรลุเป้าหมายก็คือ การได้รับ political will จากรัฐบาลของประเทศสมาชิก และนำปฏิญญาโลกไปบรรจุในกฎหมายของประเทศ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป

                   - บทบาทของอุดมศึกษาในอนาคต ได้แก่ การคาดการณ์ แนวโน้มในทางลบและเสนอแนะแนวทางแก้ไข การส่งเสริมให้เกิด เสรีภาพ และการปรับเปลี่ยนจาก Culture of war เป็น Culture of dialogue, tolerance

                   นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศสได้เน้นถึงความจำเป็นในการ ปรับเปลี่ยนอุดมศึกษาไปสู่บทบาทใหม่ ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ การเผยแพร่วัฒนธรรม การพัฒนาภาคธุรกิจและการจ้างงาน อุดมศึกษาจะต้องจัดให้มี civic education การส่งเสริมประชาธิปไตย และการพัฒนาปัจเจกบุคคล อุดมศึกษาจำเป็นต้องปรับปรุงให้ครอบคลุมสหวิทยาการ (interdisciplinary) มากขึ้น เน้นการวิจัยพื้นฐาน ตลอดจนทำหน้าที่เป็น gateway ระหว่างการทำวิจัยและภาคธุรกิจเพื่อพัฒนาโครงการวิจัยร่วม เพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ

                   นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสได้ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือระหว่างประเทศในฐานะปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายความ ร่วมมือด้านอุดมศึกษา แต่จะต้องระวังไม่ให้เกิดปัญหาสมองไหล และปัญหาด้านค่านิยมของสังคม และได้เสนอให้มีการส่งเสริมภาษาต่างประเทศอื่น ๆ นอกจากภาษาอังกฤษ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส

                   2. สรุปผลการประชุมระดับภูมิภาคเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา

                   ก่อนการประชุมระดับโลกเรื่องการอุดมศึกษาแต่ละภูมิภาค ได้มีการจัดประชุมระดับภูมิภาคเพื่อระดมสมอง วางทิศทาง และกรอบการดำเนินงานเพื่อพัฒนาอุดมศึกษาของภูมิภาค ซึ่งยูเนสโกได้นำมาประมวลเป็นเอกสารและสังเคราะห์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา: วิสัยทัศน์และการปฏิบัติ

                   ผู้แทนของแต่ละภูมิภาคได้สรุปผลการประชุม ดังนี้

                        2.1 ภูมิภาคละตินอเมริกา ที่ประชุมระดับภูมิภาคได้ให้ความสำคัญของการอุดมศึกษา/สถาบันอุดมศึกษาใน 5 ประเด็นหลัก คือ

                        1) โอกาสในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา

                        2) ภูมิภาคละตินอเมริกาเห็นว่ารัฐจะต้องเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณให้แก่การศึกษา โดยอาจจะพิจารณาจัดสรรจากงบหมวดอื่น ๆ เพื่อการนี้

                        3) สถาบันอุดมศึกษาจะต้องเป็นเครื่องมือสำคัญในสังคมที่เปิดกว้างในการคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงและจัดการอุดมศึกษาเพื่อเตรียมบุคลากรให้พร้อมที่จะจัดการการเปลี่ยนแปลง

                        4) สถาบันอุดมศึกษาจะต้องให้การฝึกอบรมทักษะทั่วไป และทักษะเฉพาะด้านเพื่อให้บุคลากรมีการพัฒนาภาพรวมที่เหมาะสม

                        5) สถาบันอุดมศึกษาจะต้องพัฒนาวิธีการสอนเพื่อสอนให้นักศึกษาเรียนรู้วิธีการเรียนรู้

                        2.2 ภูมิภาคอัฟริกา ภูมิภาคนี้สรุปประเด็นหลัก 4 ด้าน คือ

                        1) โอกาสในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่มีปัญหาด้านงบประมาณ

                        2) ความหลากหลายของหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของภูมิภาค

                        3) การส่งเสริมให้สตรีได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยเน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้น

                        4) ความเป็นหุ้นส่วนกับผู้เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะ สร้างให้เกิดความเป็นปึกแผ่นด้านวิชาการ

                        2.3 ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ศ.นพ. จรัส สุวรรณเวลา เป็นผู้กล่าวสรุปในนามของภูมิภาค โดยสรุปถึงผลการประชุมต่าง ๆ ในภูมิภาคที่ให้ข้อคิดเห็นต่อการอุดมศึกษาในภูมิภาคก่อนการประชุม ระดับโลก และได้เน้นสาระหลัก ดังนี้

                        1) โอกาสในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษายังเป็นเรื่องที่ สำคัญสำหรับภูมิภาคนี้ที่มีประชากรมากกว่าร้อยละ 60 ของ ประชากรโลก

                        2) สภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำก่อให้เกิดปัญหาสังคมแต่ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้พยายามปรับวิกฤตให้เป็นโอกาสเน้นบทบาท อุดมศึกษาให้มากขึ้นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเน้นความมี ประสิทธิภาพและความเป็นเลิศในขณะเดียวกัน

                        3) ภูมิภาคฯ ให้ความสำคัญกับรัฐในการพัฒนาอุดม- ศึกษา โดยเน้นบทบาทของการส่งเสริม การติดตาม และประเมินผล

                        4) ภูมิภาคฯ เห็นประโยชน์ของความหลากหลายของ รูปแบบของการจัดการอุดมศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเปิด การศึกษา ทางไกล การศึกษาในลักษณะกลุ่มการเรียน การศึกษาจากสถานที่ ทำงาน เป็นต้น

                        5) แหล่งงบประมาณน่าจะมาจากการรับจ้างจัดทำงาน วิจัย จากทรัพย์สินทางปัญญาและผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง

                        6) ภูมิภาคฯ ได้ให้ความสำคัญต่อการให้ทุนการศึกษา การมีระบบภาษีเพื่อสนับสนุนการอุดมศึกษา เงินกู้เพื่อการศึกษา เป็นต้น

                        2.4 ภูมิภาคยุโรป เห็นว่าการอุดมศึกษาจะต้องให้ความ สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง และผลของการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อความ ต้องการของตลาดแรงงาน จึงได้มีการเน้น "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" เป็นหลักและมีความเห็น ดังนี้

                        1) จะต้องพัฒนากระบวนการเรียนการสอนและหลักสูตร เสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

                        2) หลักการในเรื่องโอกาสในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาจะต้องเปิดกว้างและยืดหยุ่น

                        3) จะต้องสอนให้นักศึกษารู้วิธีการจัดการต่อการเปลี่ยน- แปลง โดยนอกเหนือจากความรู้ด้านวิชาชีพแล้วยังต้องมีทักษะ ส่วนตน ทั้งด้านการติดต่อสื่อสาร ความคิดริเริ่ม ความมีวินัยในตนเอง และการทำงานเป็นทีม

                        4) ครูผู้สอนจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้เป็นผู้สอนเสริม (tutor) และผู้อำนวยความสะดวก

                        2.5 ภูมิภาครัฐอาหรับ เน้นความสำคัญของการประสม ประสานกลมกลืนของคนในชาติและในภูมิภาค และต้องเริ่มจาก การให้ค่านิยมและพันธกรณีที่มีในทุกระดับ คือ ความมีสันติภาพของ ภูมิภาค ทั้งนี้ได้เน้น 4 ประเด็นหลัก คือ

                        1) การอุดมศึกษาของภูมิภาคจะต้องมีความเสมอภาค โดยเน้นความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างครู นักศึกษาและผู้บริหาร

                        2) การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นสิ่งที่ทำให้การอุดมศึกษา ของภูมิภาคมีความก้าวหน้ามากขึ้น จากการที่มีการใช้ดาวเทียมใน การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเปิดที่เอื้อต่อการอุดมศึกษาของ ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

                        3) ภูมิภาคฯ เห็นว่าจะต้องมีการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ที่หลากหลาย

                        4) ต้องมีปฏิสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดขึ้นระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการอุดมศึกษา เช่น ภาคธุรกิจ รวมทั้งระหว่างสถาบันอุดม- ศึกษากับภาคเอกชน และสังคมโดยรวมเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนา การอุดมศึกษาของภูมิภาค

                   3. การประชุมใหญ่

                        3.1 คำปราศรัยของคณะผู้แทนไทย รองปลัดทบวงมหาวิทยาลัย (รศ.ดร. ทองอินทร์ วงศ์โสธร) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้กล่าวปราศรัยในที่ประชุมใหญ่ โดยเน้นประเด็นสำคัญ ดังนี้

                        1) ยูเนสโกควรให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องระหว่างมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาให้มากขึ้น ซึ่งไทยเองได้ตระหนักถึง ความจำเป็นของการอุดมศึกษาที่จะต้องเตรียมพร้อม เพื่อรับผู้สำเร็จ การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเวลา 12 ปีโดย ไม่คิดค่าใช้จ่าย

                        2) ไทยได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ (academic mobility) โดยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม UMAP (University Mobility in Asia and the Pacific) 2 ปี และมีผลสรุปว่าได้มีการตกลงธรรมนูญของ UMAP มีการจัดตั้งสำนักเลขาธิการนานาชาติ และการทดลองใช้ระบบการถ่ายโอนหน่วยกิตของ UMAP (UMAP Credit Transfer Scheme)

                        นอกจากนี้ไทยยังร่วมกับยูเนสโกและศูนย์ภูมิภาคของซีมีโอว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนา (SEAMEO Regional Center for Higher Education and Development-SEAMEO RIHED) จัดประชุมปฏิบัติการระดับภูมิภาคเรื่องการประกันคุณภาพ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ด้วย

                        3) ไทยเสนอให้ยูเนสโกจัดสรรทรัพยากรให้สำนักงานที่รับผิดชอบด้านอุดมศึกษาของยูเนสโกในภูมิภาคต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพราะจะเป็นหน่วยปฏิบัติที่จะสนับสนุนการทำงานของประเทศสมาชิก พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมสำนักงานยูเนสโกที่กรุงเทพฯ เนื่องจากสามารถจะเชื่อมเครือข่ายและร่วมสร้างความเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรด้านอุดมศึกษาต่าง ๆ ในภูมิภาคได้เป็นอย่างดี

                        3.2 การมอบเหรียญ Comenius ศ.ดร. ประเวศ วะสีได้รับคัดเลือกจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลที่เหมาะสมได้รับเหรียญ Comenius และประกาศนียบัตรในฐานะที่เป็นผู้นำการศึกษามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกิดการพัฒนามนุษย์ และเชื่อมโยงการศึกษาให้เข้ากับภาคอื่น ๆ ของสังคม ทั้งยังได้สนับสนุนการพัฒนาสถานภาพครูด้วย

                        นอกจากไทยแล้วผู้เข้ารับเหรียญอีก 9 คน/องค์กรมาจากประเทศอาร์เจนตินา สาธารณรัฐเชค สหรัฐอเมริกา เลบานอน สวาซิแลนด์ ปากีสถาน ฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน และคณะ กรรมการรับผิดชอบกลยุทธ์การใช้ภาษาประจำชาติของประเทศมาลี

                        เหรียญ Comenius เป็นเหรียญที่จัดทำขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬาของสาธารณรัฐเชคและยูเนสโกเมื่อ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 400 ปีของวันเกิดของ Jan Amos Comenius เหรียญนี้มอบให้กับผู้ที่มีผลงาน/นวัตกรรมดีเด่นด้านการสอนและการวิจัย

                        3.3 การบรรยายพิเศษโดย Professor Burton Clark

                        Professor Burton Clark ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับเหรียญ Comenius ได้กล่าวบรรยายพิเศษ ซึ่งได้สรุปผลวิจัยระหว่างปี พ.ศ. 2537-2540 โดยศึกษามหาวิทยาลัยของยุโรป 5 แห่งซึ่งได้แสดง ให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยเพื่อ ตอบสนองโลกที่เปลี่ยนแปลงจากการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยได้พัฒนา "steering capacity" ที่เข้มแข็งขึ้นโดยดำเนินการเป็นกลุ่มทั้งคณาจารย์ และผู้บริหาร และได้จัดตั้งหน่วยใหม่ "developmental periphery" เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการ แก้ไขปัญหาสังคม/ชุมชน นอกจากนี้ ยังได้พัฒนา "collegial entre-preneurialism" ที่จะจัดการในลักษณะคล้ายคลึงกับสถานประกอบการโดยเน้นทั้งความร่วมมือและการแข่งขัน

                   4. การประชุมคณะกรรมาธิการ

                        4.1 ความสอดคล้อง (Relevance)

                        ที่ประชุมเสนอ Working Document ของคณะทำงานของยูเนสโกและแนวความคิดของ Michael Gibbons ในนามของ Human Development Network ของ World Bank เป็นเอกสารหลักของการอภิปราย สรุปได้ดังต่อไปนี้

                        1) ความหมายของ "Relevance/Pertinence" หรือ คำภาษาไทยที่ ศ.นพ. จรัส สุวรรณเวลา ใช้ว่า "ความตรงเป้าตรง ปัญหา"

                        - ความเชื่อมโยงของการอุดมศึกษากับการเมือง เพื่อให้ภารกิจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการวิจัยของมหาวิทยาลัยเป็นวิสัยทัศน์และนโยบายทางการเมืองที่นำไปสู่การตัดสินใจทางการเมือง และผลในเชิงปฏิบัติ

                        - ความสอดคล้องของภารกิจของมหาวิทยาลัยกับ โลกของงาน

                        ความต่อเนื่องและความเชื่อมโยงของอุดมศึกษา กับการศึกษาในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา

                        - ความสัมพันธ์ของอุดมศึกษากับวัฒนธรรมทั้งส่วนที่เป็นสากลและส่วนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แสดงถึงความหลากหลาย

                        - ภารกิจของการอุดมศึกษาในการให้บริการการ ศึกษาตลอดชีวิตแก่ทุกคน ทุกสถานที่ ทุกเวลา

                        - การให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ร่วมกันของ อาจารย์และนักศึกษา โดยเน้นการเรียนรู้ที่นักศึกษามีส่วนร่วม และ สิทธิของนักศึกษาในด้านต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

                        2) การปรับตัวของมหาวิทยาลัยอันเนื่องมาจากกระแสการเปลี่ยนแปลงสู่ความตรงเป้าตรงปัญหา (Relevance/Pertinence) ของการอุดมศึกษา

                        - มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องปรับตัวจากบทบาทเดิม ที่เน้นการสอนและการสร้างองค์ความรู้ภายในแต่ละสาขาวิชาไปเป็น การสร้างความรู้เกี่ยวกับแหล่งของความรู้ การเชื่อมโยงความรู้ การสร้างความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา การแก้ไขปัญหา และ การจัดการกับปัญหา

                        - มหาวิทยาลัยต้องปรับให้มีขนาดเล็กลง ใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีบุคลากรประจำจำนวนไม่มากนัก แต่มี เครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญเป็นจำนวนมาก ให้ความสำคัญกับการ ทำงานและผลงานของกลุ่มบุคคล เน้นการดึงความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

                        - มหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนตนเองให้มีความ เชื่อมโยงความตรงเป้าตรงปัญหาของสังคมมากขึ้น โดยที่ต้อง พยายามรักษาคุณภาพมาตรฐานในสภาพทรัพยากรที่จำกัด นับว่า เป็นปัญหาที่ต้องอาศัยการปรับตัวอย่างมากของทุกฝ่าย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา

                        3) ประเด็นหลักที่พิจารณา

                        ประเด็นที่ 1 โอกาสการได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Access)

                        - ความต้องการการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น ทั่วโลก รัฐและมหาวิทยาลัยต้องปรับนโยบายและวิธีการให้ทันการ เพื่อรองรับปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น การเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ในการได้รับการศึกษา ความเสมอภาคทางการศึกษาของประชาชน ทุกกลุ่มภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด

                        - การอุดมศึกษากำลังประสบปัญหาความต้องการ เชิงปริมาณ (Massification) จึงจำเป็นต้องปรับยุทธวิธีใหม่หลาย ประการ อาทิ การสร้างความยืดหยุ่นและความหลากหลายในวงการ อุดมศึกษา (Diversification) การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการเพิ่ม ประสิทธิภาพ การส่งเสริมเอกชนให้จัดการศึกษา และการให้ผู้เรียน ร่วมรับภาระค่าใช้จ่าย เป็นต้น

                        ประเด็นที่ 2 การเสริมสร้างความยืดหยุ่นหลากหลาย ให้แก่มหาวิทยาลัย (Diversification)

                        - ความต้องการการศึกษาระดับสูงที่เพิ่มขึ้นเป็นแรง ผลักดัน ให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเองให้มีความยืดหยุ่นหลากหลาย เพื่อสามารถปฏิบัติภารกิจให้ตรงเป้าตรงปัญหาในด้านต่าง ๆ ได้มาก ยิ่งขึ้น

                        - ความยืดหยุ่นหลากหลายต้องครอบคลุมด้านต่าง ๆ อาทิ หลักสูตรการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และการงบ- ประมาณ เป็นต้น

                        - การเพิ่มความยืดหยุ่นหลากหลายจะต้องดำเนิน- การด้วยความพยายามที่จะรักษาคุณภาพมาตรฐานของการศึกษา ให้ได้ในระดับหนึ่ง และหาจุดที่จะยอมรับร่วมกันในระดับนานาชาติ

                        ประเด็นที่ 3 การเสริมสร้างพลเมืองที่สามารถ (Capacity Building for Citizenship)

                        - มหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทในการธำรงรักษาสังคม ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพของพลเมืองทุกหมู่เหล่า รวมทั้งการให้ความสำคัญแก่วัฒนธรรมที่หลากหลายของชนกลุ่ม น้อยต่าง ๆ และการให้ความช่วยเหลือแก่พลเมืองที่ตกอยู่ในภาวะ ลำบาก

                        - มหาวิทยาลัยต้องเปิดสู่สังคมภายนอกมากขึ้น สังคมและงานวิจัยของคณาจารย์ที่แปลกแยกจากสังคมภายนอกจะ ต้องปรับเปลี่ยนไป มิฉะนั้นการสร้างองค์ความรู้และการสนับสนุนการ วิจัยจะเกิดขึ้นภายนอกมหาวิทยาลัยมากขึ้น ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพา มหาวิทยาลัย

                        - มหาวิทยาลัยต้องสร้างนักศึกษาที่เป็นพลเมืองที่ดี มีความรู้รอบและรอบรู้ อาจารย์ทำได้ในสิ่งที่สอนและให้นักศึกษา เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อสร้างนักศึกษาให้เป็นพลเมืองที่ดีที่ใฝ่ เรียนรู้และรักสันติ

                   สรุป

                        1) ประเทศต่าง ๆ มีความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับความ สำคัญและความจำเป็นในการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วเพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถปฏิบัติภารกิจให้ตรงเป้า ตรงปัญหาของการอุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่ประชุมเสนอเพิ่มเติม ว่ายูเนสโกควรจะมีบทบาทที่ชัดเจนในการติดตามประสานงาน และให้ ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่าง ๆ ในเรื่องนี้ต่อไป

                        2) สำหรับประเทศไทย มหาวิทยาลัยควรจะประชุม ร่วมกันเพื่อพิจารณาประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ แก่มหาวิทยาลัยและสังคมไทย สิ่งที่น่าสังเกตได้แก่ ประเด็นสิทธิของ นักศึกษาซึ่งที่ประชุมของยูเนสโกให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ โดยได้เชิญผู้แทนนักศึกษาจากประเทศต่าง ๆ เข้าประชุม และมีสิทธิ ในการเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ เป็นอันมาก ประเด็นนี้น่าจะก่อให้เกิด การวิพากษ์วิจารณ์ในระดับย่อยและอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอุดมศึกษาทั่วโลก

                   4.2 คุณภาพ (Quality)

                        ที่ประชุมได้อภิปรายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของอุดมศึกษา สรุปได้ดังนี้

                        ที่ประชุมมีความเห็นว่า การพิจารณาถึงคุณภาพของอุดมศึกษาควรพิจารณาในลักษณะหลายมิติ (Multidimentional Concept) ซึ่งควรครอบคลุมถึงกิจกรรมทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา อันได้แก่ คุณภาพของการเรียนการสอน หลักสูตร การวิจัย คณาจารย์ นักศึกษา อาคารสถานที่ ครุภัณฑ์ อุปกรณ์ การบริการแก่ชุมชน และบรรยากาศทางวิชาการ ซึ่งควร คำนึงทั้งองค์ประกอบในเชิงปริมาณ (เช่น อัตราส่วนอาจารย์ต่อ นักศึกษา จำนวนหนังสือในห้องสมุด เป็นต้น) และองค์ประกอบในเชิง คุณภาพ (เช่น ขวัญกำลังใจของบุคลากร วิธีการสอน ความพึงพอใจ ของสังคมที่มีต่อสถาบัน เป็นต้น) รวมทั้งให้คำนึงถึงมิติของความเห็นนานาชาติ ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเข้าร่วมในเครือข่ายระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนคณาจารย์และนักศึกษา ตลอดจนการร่วมทำวิจัยในระดับนานาชาติ ทั้งนี้โดยยังคงย ึดมั่นในความสำคัญของวัฒนธรรมประจำชาติและท้องถิ่นอย่างมั่นคง

                        การที่จะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพดังกล่าวจำเป็นจะต้องสร้างวัฒนธรรมในการประเมินคุณภาพ (Culture of Evaluation) ให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง ทั้งนี้ในการประเมินคุณภาพดังกล่าวจะต้องกระทำใน บริบทที่คำนึงถึงความหลากหลายตามประเภทของสถาบัน ท้องถิ่นที่ตั้ง ตลอดจนสภาวะแวดล้อมของสถาบันนั้น ๆ โดย หลีกเลี่ยงกับการพยายามที่ทำให้สถาบันทุกแห่งให้เหมือนกัน โดยถือแนวคิดที่ว่า คุณภาพคือการจัดการศึกษาที่สอดคล้องและเป็น ไปตามจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ที่แต่ละสถาบันได้ตั้งไว้และ ประกาศแก่สาธารณชน อย่างไรก็ดี ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าวัตถุ ประสงค์ดังกล่าวจะมีความเป็นสากลในระดับหนึ่ง

                        การประเมินคุณภาพของสถาบันควรประกอบด้วยการ ประเมินคุณภาพด้วยตนเอง (Self Evaluation) โดยใช้กลไก ภายในของสถาบันนั้น ๆ และการตรวจสอบจากภายนอก สำหรับการตรวจสอบจากภายนอกนั้นควรจะกระทำโดยองค์กร ที่เป็นอิสระในระดับชาติ ซึ่งไม่เป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรง และ ผู้ประเมินควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ซึ่งมีความเป็นอิสระ และ หากเป็นไปได้ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญอิสระที่มีประสบการณ์ในระดับ นานาชาติด้วย ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการประเมินมีความโปร่งใส เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ และระบบการประเมินองค์กรได้รับการ ประเมินและตรวจสอบเป็นระยะด้วย

                        ที่ประชุมยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่สถาบันอุดมศึกษาจะทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ ถ่ายทอดความรู้ และวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างมีคุณภาพนั้น สถาบันจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระ มีเสรีภาพทางวิชาการที่กอรปด้วยความรับผิดชอบและการตรวจสอบได้ และความเป็นอิสระของสถาบันจะเกิดขึ้นได้สถาบันจะต้องมีอิสระในการบริหารการเงินด้วย ดังนั้นวัฒนธรรมในการประเมินคุณภาพ การตรวจสอบได้น่าจะเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21

                        เพื่อเป็นการเตรียมการในเรื่องคุณภาพ รัฐบาลของแต่ละประเทศควรส่งเสริมให้เกิดการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องคุณภาพให้แก่คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยเพื่อจัดทำเอกสาร แนวทางในการประเมินคุณภาพ รวมทั้งจัดสรรงบประมาณสำหรับการพัฒนาและประเมินคุณภาพ รวมทั้งอาจมีการปรึกษาหารือและ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศอื่น

                        สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของอุดมศึกษาที่สำคัญ ซึ่งที่ประชุมได้นำมาพิจารณาในแต่ละปัจจัยพอสรุปได้ดังนี้

                        1) ปัจจัยด้านคณาจารย์ ควรคำนึงถึงทั้งความสามารถด้านวิชาการในสาขาวิชานั้น ๆ จำนวนคณาจารย์ ระบบการสรรหาคณาจารย์ ซึ่งควรมีระบบที่จะคัดเลือกคณาจารย์ที่มีความสามารถทางวิชาการอย่างแท้จริง ซึ่งควรจะมีค่าตอบแทนที่สามารถเปรียบเทียบได้ กับอาชีพอื่น ๆ และปัจจัยในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คณาจารย์ และที่สำคัญคือควรจะมีระบบการพัฒนาคณาจารย์อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการพัฒนาในเรื่องวิธีการสอน ซึ่งควรเป็นลักษณะการ สอนที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมและยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การใช้ เทคโนโลยีในการสอนโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศโดย เน้นการสอนในลักษณะสหวิทยาการหรือข้ามสาขาวิชา เพื่อให้ทันกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนของปัญหา ต่าง ๆ ในทางวิชาการที่เกิดขึ้นในสังคม

                        นอกจากนั้นยังควรมีการดำเนินการในการสร้างความสมดุลระหว่างการวิจัยและการสอนให้เหมาะสม ซึ่งในบาง กรณีและในบางประเทศอาจารย์ไม่ทำวิจัยเนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่อง ที่ยาก การขาดแคลนทุนวิจัยหรือมีการบริหารระบบงานวิจัยที่เป็น ระบบราชการอันซับซ้อนและไม่จูงใจ สำหรับในบางกรณีและในบาง ประเทศคณาจารย์มุ่งเน้นเฉพาะการทำวิจัยจนละเลยคุณภาพในการ เรียนการสอน เนื่องจากการสร้างผลงานวิจัยจะทำให้เห็นผลงานที่เป็น รูปธรรมที่ชัดเจนกว่าการสอนซึ่งจะมีผลต่อตำแหน่งทางวิชาการ การเลื่อนขั้น ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ตลอดจนรายได้ ซึ่งก่อให้เกิด ผลต่อคุณภาพในการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนการสอนใน ระดับปริญญาตรี

                        ที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสำคัญของความร่วมมือ แลกเปลี่ยนคณาจารย์ในระหว่างสถาบันและภาคอุตสาหกรรมตลอด จนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในระดับนานาชาติจะมีผลในการ พัฒนาคุณภาพของคณาจารย์ ตลอดจนเอื้อให้เกิดระบบการศึกษา ตลอดชีวิต ซึ่งมีความจำเป็นต่อการอุดมศึกษาในศตวรรษหน้าซึ่งจะ ต้องปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นไป อย่างรวดเร็ว

                   2) ปัจจัยด้านหลักสูตรจำเป็นต้องมีการปรับปรุงอย่าง สม่ำเสมอ โดยเน้นที่ความต้องการของผู้เรียนและความสำคัญ ในเรื่องการศึกษาสหวิทยาการ (Multidisciplinary) และการศึกษา ข้ามสาขาวิชา (Transdisciplinary) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและทางสังคมซึ่งมีความซับซ้อน ขึ้นได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้หลักสูตรที่เหมาะสมจะต้องมีความยืดหยุ่น และเอื้อโอกาสให้มีการศึกษาข้ามสาขาวิชาเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ ปัญหาในมิติได้อย่างครบถ้วน ตลอดจนเอื้อให้เกิดการศึกษาอย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งอาจประกอบด้วยการผสมผสานระหว่าง หลักสูตรระยะยาว และการฝึกอบรมระยะสั้น

                        องค์ประกอบของหลักสูตรจะต้องมีความเชื่อมโยงระหว่าง การเรียนการสอนในรายวิชาศึกษาทั่วไปและการเรียนการสอนใน วิชาชีพ สำหรับการเรียนการสอนในการศึกษาทั่วไปควรมี เป้าหมายที่ชัดเจนในการเสริมสร้างทักษะในการเรียนรู้มากกว่า การสั่งสมความรู้ โดยมุ่งสร้างให้ผู้เรียนมีความสามารถในการ วิเคราะห์ปัญหาที่ซับซ้อน การมีความคิดที่เป็นอิสระและเป็นตัวของ ตัวเอง การตัดสินปัญหาด้วยเหตุผล กล้าแสดงออก การรู้จักทำงาน เป็นทีม และสร้างความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมทั้ง สร้างจิตสำนึกที่กอรปด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งทักษะที่กล่าวมานี้ จะเป็นทักษะที่สำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และแสวงหา ความรู้เพิ่มเติมศักยภาพเองได้

                        นอกจากนั้นที่ประชุมยังมีความเห็นว่าหลักสูตรที่ดีควร เอื้ออำนวยให้มีการประสมประสานในวิธีการเรียนการสอนแบบ ดั้งเดิม และการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเร่ง ให้เกิดประสิทธิภาพและความคล่องตัวยิ่งขึ้น

                   3) ปัจจัยด้านนักศึกษา ที่ประชุมมีความเห็นว่าจะต้องถือว่า นักศึกษาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมหลักในการจัดการศึกษา ซึ่งสมควร ที่จะมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในด้านต่าง ๆ เช่น การ ประเมินคุณภาพการศึกษา การตัดสินใจเชิงนโยบาย ตลอดจน การบริหารงานของสถาบันแทนที่จะเป็นผู้รับการศึกษาเท่านั้น อุดมศึกษาจะต้องเน้นโอกาสที่เท่าเทียมกันในการเข้าสู่อุดมศึกษา โดยเน้นถึงความสามารถด้านวิชาการอย่างแท้จริง โดยจะต้องไม่มี การกีดกันโอกาส อันเนื่องมาจากเหตุผลด้านเชื้อชาติ เพศ ภาษา ศาสนา สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความพิการและ ความผิดปกติของร่างกายที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา

                        การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาควรจะเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาได้มีความคิดริเริ่มกล้าแสดงออกซึ่งความคิดของตน และสามารถรับความเสี่ยงในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว รวมทั้ง จะต้องมุ่งสอนให้นักศึกษารู้จักการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอด ชีวิต รวมทั้งการเป็นทักษะในการเป็นผู้ประกอบการให้แก่นักศึกษา โดยผ่านทางการเรียนการสอนและกิจกรรมนักศึกษาต่าง ๆ

                        4) โครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพใน การจัดการศึกษา อันได้แก่

                        ก. การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ในยุคของการทวีคูณของ องค์ความรู้และการเปลี่ยนแปลงของศาสตร์ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว จำเป็นที่จะต้องทำให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ซึ่งจะต้องสร้างวัฒนธรรมขององค์กร ในการเรียนรู้ มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนา อย่างคล่องตัว ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาพบว่าสถาบันการศึกษา ส่วนใหญ่ยังมีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูงและการปรับเปลี่ยนใด ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบากเมื่อเทียบกับองค์กรประเภทอื่น ๆ ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้อยู่บทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการ สร้างอนาคตให้แก่สังคมคงจะเป็นไปได้ยาก

                        ข. ระบบสารสนเทศ ควรมีการนำระบบสารสนเทศมา ประยุกต์เข้ากับกิจกรรมของสถาบันอุดมศึกษาในทุกด้าน กล่าวคือ ในด้านการบริหาร การวิจัย การเรียนการสอน ตลอดจนการทดลอง ต่าง ๆ โดยไม่เน้นการนำระบบสารสนเทศมาแทนการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม แต่นำมาเสริมให้การเรียนการสอนแบบ ดั้งเดิมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งในการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีและในสาขาวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ทั้งนี้ ควรนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยให้การเรียนการสอนตลอดชีวิตได้ เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม รัฐบาล สถาบันการศึกษา และ ภาคเอกชนจึงควรร่วมมือกันสร้างเครือข่ายสารสนเทศและลงทุนด้าน คอมพิวเตอร์ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรในด้านดังกล่าวเพื่อให้ประโยชน์ ต่ออุดมศึกษา

                        ค. ระบบการให้คำปรึกษาด้านการศึกษาและอาชีพ มหาวิทยาลัยควรเน้นความสำคัญของระบบการให้คำปรึกษาด้าน การศึกษา (Educational Counselling) ซึ่งประกอบด้วยการให้ คำปรึกษาแก่นักศึกษาในเรื่องหลักสูตร ระบบการเรียนการสอน การ ให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา ตลอดจนการจัดการเรียนการสอน ซ่อมเสริมให้แก่นักศึกษาที่ยังมีความรู้พื้นฐานไม่เพียงพอเพื่อสร้าง โอกาสในการประสบความสำเร็จในการสอนยิ่งขึ้น

                        ในด้านการให้คำปรึกษาด้านอาชีพ (Career Guidance) สถาบันอุดมศึกษาควรเน้นความสำคัญของการให้คำปรึกษาด้านอาชีพ โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว จะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาในการแสวงหางานที่ตรงกับความรู้ ความสามารถ หรือให้โอกาสในการทำงานพิเศษเพื่อหารายได้เพื่อใช้ ในการศึกษา ตลอดจนจะเป็นประโยชน์แก่สถาบันในการแลกเปลี่ยน ความรู้และเทคโนโลยีกับสถานประกอบการอีกด้วย

                        ง. ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ (Resource Learning Center) สถาบันอุดมศึกษาควรจัดตั้งและให้ความสำคัญกับศูนย์ ทรัพยากรการเรียนรู้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาทักษะและความ พร้อมในการสอนให้แก่คณาจารย์ นอกจากนั้นศูนย์ดังกล่าวยังเป็น ที่ซึ่งคณาจารย์ในสาขาวิชาต่าง ๆ จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นใน การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนอีกด้วย

                        นอกจากประเด็นสำคัญดังกล่าวแล้ว อธิการบดี มหาวิทยาลัยควิเบก (Quebec) ประเทศแคนาดาได้แสดงทัศนะที่น่า คิดไว้ว่าคุณภาพเป็นเรื่องที่เป็นปัญหา แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็น คำตอบในตัวมันเอง ความมั่นใจของประชาชนและชื่อเสียงของ สถาบันก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดคุณภาพในสถาบันนั้น ๆ ด้วย

                        "ถ้าทุกคนคิดว่าสถาบันใดสถาบันหนึ่งเป็นสถาบันที่ดี สถาบันนั้น ๆ ก็จะมีโอกาสเป็นสถาบันที่ดีด้วยเหตุผลนั้น"

                        "ดังนั้น จึงควรช่วยกันสร้างสถาบันให้แข็งแกร่งใน ลักษณะเดียวกันกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับค่าของสกุลเงิน"

                        4.3 การจัดการและการเงิน (Management and Financing)

                        1) New Challenges for the Governance of Higher Education Managing for Excellence สิ่งท้าทายการจัดการและการเงิน ประกอบด้วย

                        ก. อัตราการเพิ่มของจำนวนนักเรียนที่ต้องการศึกษาต่อ ระดับอุดมศึกษาและความต้องการที่หลากหลายของนักศึกษา

                        ข. ความสามารถในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้เพียงพอกับความต้องการของสังคม โดยจัดหางบประมาณ สนับสนุนบนพื้นฐานของการประเมินผลการดำเนินงานที่มีคุณภาพ การใช้ระบบค่าใช้จ่ายต่อหัว (Unit cost) เน้นให้มหาวิทยาลัยบริหาร จัดการด้วยตนเอง โดยจัดให้มีระบบ benchmark

                        ค. การจัดหางบประมาณสนับสนุนอุดมศึกษาควรมีการ แสวงหาแหล่งงบประมาณอื่น ๆ โดยสร้างความสัมพันธ์กับแหล่งทุน/หน่วยงาน/องค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ การจัดการงบประมาณใน ลักษณะ cost-sharing การพัฒนาวิธีการในการแสวงหาทุน การ บริหารจัดการมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิผลคุ้มทุน (cost effectiveness) อาทิ การจัดการศึกษาทางไกล การแสวงหาสถานที่ใหม่ ๆ สำหรับการจัดการศึกษา เช่น ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

                        ง. การศึกษาเพื่อประชาธิปไตยซึ่งต้องอาศัยภาวะผู้นำ

                   ในการจัดการและการบริหารงบประมาณสถาบันอุดม- ศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                        - จะทำให้พลเมืองทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเท่าเทียมกันได้อย่างไร

                        - จะสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายของชาติและ ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยได้อย่างไร

                        - จะสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายของชาติและ ความต้องการของปัจเจกบุคคลได้อย่างไร

                        - จะกำหนดสัดส่วนความรับผิดชอบด้านงบประมาณ อุดมศึกษาระหว่างรัฐ นักศึกษา และภาคอื่น ๆ ของสังคมอย่างไร

                        - จะจัดวางระบบอุดมศึกษาไว้ในระบบการศึกษาของ โลกอย่างไร

                        - จะรักษาคุณภาพของอุดมศึกษาในแง่มุมของการจัด วางระบบอย่างไร

                   ในการที่จะบรรลุเป้าหมายข้างต้นรัฐจะต้องตระหนักถึงความต้องการดังกล่าวและมหาวิทยาลัยจะต้องปรับตนเองให้มีความ ยืดหยุ่น เน้นวิธีการและกระบวนการดำเนินงานใหม่ ๆ ดำเนินงานโดย อาศัยทักษะเชิงประกอบการ (entrepreneurship) มากขึ้น ตลอดจนมี การบริหารการจัดการงบประมาณอย่างฉลาด คุณภาพของการศึกษา เพื่อปวงชนจะต้องมาควบคู่กับความเป็นอิสระที่สามารถตรวจสอบได้ มหาวิทยาลัยจะต้องมีภาวะผู้นำที่น่าเชื่อถือ แสวงหาความเป็นเลิศ ทางการวิจัย และขยายความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักศึกษา

                        "Knowledge economy" จะเป็นแนวโน้มการพัฒนา บทบาทของมหาวิทยาลัยในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการทำวิจัยจะเป็น องค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาบทบาทดังกล่าว

                        2) Financing of Higher Education

                        ก. ความขัดข้องด้านงบประมาณและความต้องการ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอุดมศึกษา เป็นเหตุให้มหาวิทยาลัย จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย แสวงหาแหล่งงบประมาณใหม่ ๆ และ ปรับปรุงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่

                        ข. แหล่งงบประมาณจะมาจาก

                             - นักศึกษา

                             - ค่าเล่าเรียน

                             - ค่าธรรมเนียมการสอบ

                             - Residence Fees

                             - การรับจ้างทำวิจัย ฝึกอบรมและการให้บริการที่ปรึกษา (contracts)

                             - ลิขสิทธิ์ทางปัญญา

                             - การลงทุนที่ให้ผลตอบแทน (productive investment)

                             - Endowments

                             - ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

                             - แหล่งทุนเฉพาะอื่น ๆ

                        ค. กลไกในการบริหารงบประมาณควรปรับเปลี่ยน จาก input-based funding เป็น output-based funding โดยใช้ มาตรการต่อไปนี้

                             - การระดมทรัพยากร

                             - ส่งเสริมการหารายได้

                             - การบริหาร cash reserves

                             - การจัดสรรทรัพยากร

                             - การกำหนดดัชนีชี้วัดด้านงบประมาณ

                             - การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร

                             - การประเมินผล

                             - การรักษางบประมาณ (protection of finance)

                        ง. ในการแสวงหาแหล่งงบประมาณมหาวิทยาลัยจะ ต้องดำเนินการดังนี้

                             - กำหนดหุ้นส่วน

                             - แสวงหาแหล่งทุนอื่น ๆ โดยวิธี diversification of resources

                             - ปรับเปลี่ยนการจัดการจาก subordinate เป็น partnership กับหน่วยงานของรัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และนักศึกษา

                             - จัดให้มีทุนการศึกษา เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา การทำ contracts

                        จ. มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องบริหารจัดการงบประมาณเชิงธุรกิจ ให้ความสนใจกับกฎระเบียบของตลาด แสวงหาแนวทาง ใหม่ในการจัดการงบประมาณ ซึ่งสะท้อนความต้องการของโลก และต้องมีอิสระในการใช้งบประมาณพิเศษ

                   3) Public and Private Sources of Financing

                        ก. เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอในการดำเนินงาน มหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างสมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพ และแสวงหาทรัพยากรเพิ่มเติมจากผลงานด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนต้องการภาวะผู้นำด้านการ ลงทุนและการพัฒนา

                        ข. ในศตวรรษที่ 21 มหาวิทยาลัยจะต้องพัฒนาเพื่อ เพิ่มพูนคุณภาพในการขยายการจัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย สอดคล้องและทันการ จึงมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มมากขึ้นเพื่อพัฒนาและรักษาไว้ซึ่งคุณภาพ แหล่งงบประมาณ จากภาครัฐและภาคเอกชนที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย ได้แก่ รัฐบาล ชุมชนและแหล่งงบประมาณภายนอกอื่น ๆ

                        ค. วิธีการในการแสวงหางบประมาณได้แก่ การจัด ตั้งมหาวิทยาลัยเอกชน การแสวงหางบประมาณด้วยตนเอง (self finance)

                   4) ที่ประชุมได้อภิปรายประเด็นต่าง ๆ ในเรื่องการ จัดการและการบริหารงบประมาณอย่างกว้างขวาง และมีความ เห็นและข้อเสนอแนะ ดังนี้

                        ก. ความคิดเห็น

                        - ในการจัดการและบริหารงบประมาณอุดม- ศึกษาควรมีกลไกในการทำงานซึ่งมีอิสระและสามารถตรวจสอบได้

                        - ควรมีการสร้างกรอบการดำเนินงานระหว่าง รัฐบาลและมหาวิทยาลัยในเรื่องการจัดการและการบริหารงบประมาณ

                        - ภาคเอกชน อาทิ อุตสาหกรรมขนาดกลางและ ขนาดย่อม (SMEs) ควรมีบทบาทในการให้ความสนับสนุนด้าน งบประมาณแก่มหาวิทยาลัย

                        - ควรมีการจัด forum เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ด้านการใช้ทรัพยากรเพื่อแนะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือกับต่างประเทศเป็นกลไกหลักในการ เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยและองค์กรระหว่าง ประเทศทั่วโลก

                        - งบประมาณด้านการจัดการและการเงินจากรัฐ ยังคงเป็นงบประมาณแหล่งสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงาน ของมหาวิทยาลัย

                        - การจัดการงบประมาณของมหาวิทยาลัยควรมี รูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่ตอบ สนองความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างมี ประสิทธิผล

                   ข. ข้อเสนอแนะ

                        ที่ประชุมเสนอให้มีการประเมินการจัดการและการ บริหารงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ทั้งทางด้านความสอดคล้อง ทันการ คุณภาพ การจัดการ และการบริหารงบประมาณ ตลอดจนความร่วมมือกับ ต่างประเทศ โดยขอให้ยูเนสโกให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิก ซึ่งต้องการจัดวางระบบการประเมินผลของตนเอง

                   4.4 ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation)

                        สาระหลักที่นำเสนอในเรื่องของความร่วมมือระหว่าง

ประเทศเน้นการดำเนินการในเชิงรุกและการสร้างเครือข่ายความ ร่วมมือบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเป็นปึกแผ่นทาง วิชาการและการสร้างความเท่าเทียมกัน โดยได้นำเสนอประเด็นที่ เกี่ยวข้อง ดังนี้

                        1) เป้าหมายของความร่วมมือระหว่างประเทศ คือ

                             ก. การพัฒนาความสามารถในการจัดการอุดมศึกษา ให้มีความสอดคล้องและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีความเป็นสากล ในลักษณะของความร่วมมือ 2 ทางมากขึ้น รวมทั้งความร่วมมือเพื่อ พัฒนาชุมชนโลก

                             ข. การเปิดโอกาสให้ประชาชน/องค์กร/สถาบันที่ยัง ไม่ได้รับประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศให้ได้รับประโยชน์ จากความร่วมมือมากขึ้น โดยได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูล ข่าวสารและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของโลก

                             ค. ความสามารถในการคงไว้ซึ่งความหลากหลายของภาษาและวัฒนธรรม โดยที่มีการพัฒนาขีดความสามารถในเรื่องความรู้ ความสามารถมากขึ้น

                             ง. การเตรียมผู้นำ/บุคลากรทางอุดมศึกษาเพื่ออนาคต

                        2) หลักการในการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ

                             ก. การให้ความเคารพซึ่งกันและกัน

                             ข. การให้ความร่วมมือ 2 ทาง

                             ค. การระมัดระวังไม่ให้อิทธิพลของทางตะวันตก/ประเทศที่ระดับการพัฒนาสูงครอบงำความคิด/รูปแบบความร่วมมือ ของประเทศอื่น ๆ โดยรวม

                             ง. การสร้างความรู้ความเข้าใจถึง"อาณาบริเวณ ศึกษา"ให้มากขึ้น

                             จ. ความร่วมมือระหว่างประเทศ คือ ความร่วมมือที่ เกิดจากการริเริ่มของบุคคล/กลุ่มบุคคล ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุน และให้ความสำคัญ

                             ฉ. ความร่วมมือระหว่างประเทศจำเป็นต้องคำนึงถึง ความสำคัญของกระบวนการในระดับที่ทัดเทียมกับผลที่จะได้รับ

                        3) กลยุทธ์ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้แก่

                             ก. รัฐจะต้องเป็นผู้สนับสนุนให้มีการพัฒนาความ ร่วมมือระหว่างประเทศและเอื้อประโยชน์ต่อสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันที่ยังไม่มีความสามารถพอ

                             ข. สถาบันอุดมศึกษาจะต้องประสมประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาสถาบัน

                             ค. ความสามารถในการเลือกผู้เป็นหุ้นส่วนได้อย่างเหมาะสม โดยไม่มุ่งเน้นเฉพาะความร่วมมือกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เท่านั้น

                             ง. สถาบันอุดมศึกษาจะต้องมีความยืดหยุ่น มีความสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม โดยควรมีแผนสำรองเพื่อช่วยให้ปรับเปลี่ยน ทิศทาง/แนวปฏิบัติได้คล่องตัวขึ้น

                             จ. นักศึกษาจะต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมความร่วมมือระหว่างประเทศ

                             ฉ. สถาบันจะต้องเสาะหาทรัพยากรเพื่อใช้ในการ พัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศจากหลาย ๆ แหล่ง เนื่องจาก กระบวนการพัฒนาความร่วมมือเป็นเรื่องที่อาศัยงบประมาณสูง และใช้เวลา

                             ช. ควรนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนา ความร่วมมือระหว่างประเทศ

                        4) ที่ประชุมได้อภิปรายถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ความร่วมมือระหว่างประเทศว่าเป็นเพราะสาเหตุ 4 ประการ คือ

                             ก. การขาดกลไกภายในของสถาบันอุดมศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรของสถาบันที่ยังต้องได้รับการฝึกอบรม ให้มีความสามารถในการจัดการและการพัฒนาโครงการความ ร่วมมือกับต่างประเทศ

                             ข. การขาดความสามารถในการทำงานเป็นกลุ่ม หรือในลักษณะกลุ่มความร่วมมือ

                             ค. การขาดวิสัยทัศน์ในเชิงกลยุทธ์การดำเนินงาน

                             ง. ปัญหาสมองไหล ซึ่งมีการเปิดประเด็นอภิปราย ถึงวิธีการแก้ไขปัญหาสมองไหล ดร. นินนาท โอฬารวรวุฒิ ในฐานะ เลขาธิการ Association of Southeast Asian Institutions of Higher Learning (ASAIHL) ร่วมเป็น facilitator ใน session นี้ด้วย ได้เสนอว่า โครงการ UNITWIN และ UNESCO Chair เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วย แก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้โอกาสผู้ที่มีความรู้ความสามารถได้ กลับไปชั่วคราวเพื่อช่วยพัฒนาประเทศที่เป็นบ้านเกิดแทนที่จะเป็น กลุ่มสมองไหลไปอยู่ยังประเทศพัฒนา ดร. นินนาท ยังได้กล่าวถึง โครงการให้นักวิชาการไทยที่อยู่ต่างประเทศกลับมาร่วมพัฒนาการ อุดมศึกษาไทยให้ที่ประชุมทราบว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้กลุ่ม สมองไหลให้เป็นประโยชน์

                             ผู้แทนจาก USAID เสนอว่า โครงการที่ USAID จัดส่ง นักศึกษา บุคลากรของประเทศที่กำลังพัฒนาไปเรียนต่อนั้นแทบจะ ไม่มีปัญหาสมองไหลเลย เนื่องจากได้ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าไปมี ส่วนร่วมในโครงการที่เกี่ยวข้องกับประเทศของตนก่อนการเดินทาง จากประสบการณ์ของ USAID เห็นว่าการสร้างความเป็น หุ้นส่วนโดยชี้ ให้เห็นถึงประโยชน์ชัดเจนที่จะเกิดขึ้นและการทบทวน/ประเมินผลจะ ช่วยให้ลดปัญหาดังกล่าวได้

                        5) ที่ประชุมอภิปรายถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ พัฒนาขีดความสามารถของนักวิชาการของประเทศกำลังพัฒนาและ เน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีความร่วมมือในแนวราบระหว่าง ประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันให้มากขึ้นแทนที่จะมุ่งร่วมมือในแนวดิ่ง ตามที่เคยปฏิบัติมา

                        6) ในเรื่องการวางแผนการจัดการและการประเมินผล ที่ประชุมอภิปรายถึงความจำเป็นที่จะพัฒนาขีดความสามารถของ บุคลากรในเรื่องดังกล่าว เพราะสถาบันอุดมศึกษาจะต้องไม่คำนึงถึง เฉพาะการพัฒนาองค์ความรู้เชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ความสามารถในการวางแผนจัดการจะส่งผลดีต่อความร่วมมือ ทางวิชาการเพราะจะทำให้สามารถใช้ทรัพยากรอย่างเป็นประโยชน์ สูงสุด และกิจกรรม/ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะมีโอกาสมีความยั่งยืน มากขึ้น จึงควรจะมีการเปลี่ยนทัศนคติที่เคยมีต่อการวางแผนจัดการ และส่งเสริมความร่วมมือในระหว่างสถาบันให้มากขึ้น

                        7) ที่ประชุมรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวปฏิบัติตามอนุสัญญาระดับภูมิภาคว่าด้วยการรับรอง คุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 28 กันยายน - 2 ตุลาคม พ.ศ. 2541 ซึ่งได้เห็นชอบต่อการดำเนินงานซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็น ส่วนหนึ่งของ Global Framework of Action และเสนอให้การ แลกเปลี่ยนทางวิชาการและการรับรองการศึกษาและคุณวุฒิเป็น ส่วนหนึ่งของ "ปฏิญญา" ของการประชุมโลกด้วย

                        สาระหลักในแผนการดำเนินงานเน้นการแลกเปลี่ยน ข่าวสาร การรวบรวมข้อมูลและพัฒนาฐานข้อมูล การเข้าร่วมประชุม ในคณะกรรมการของภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งความร่วมมือระหว่าง ภูมิภาคของศูนย์สารสนเทศแห่งชาติที่รับผิดชอบด้านการรับรอง คุณวุฒิและการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ นอกจากนั้นให้มีความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูลผลการวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

                   สรุป

                   ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นส่วนสำคัญที่จะเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพ ความตรงเป้าตรงประเด็นและการบริหารการอุดมศึกษา ที่ประชุมเห็นว่ายูเนสโกควรจะมีบทบาทในการสนับสนุน การพัฒนาความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย/ภูมิภาค รวมทั้งการ จัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้อง

                   สำหรับสถาบันอุดมศึกษานั้นควรจะให้ความสำคัญต่อการสอนภาษาและการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมระหว่างกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกจากนี้ มหา- วิทยาลัยในอนาคตจะต้องมีการพัฒนากลยุทธ์ระยะสั้นและระยะยาว ในการให้ความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อติดตามประเด็นปัญหาที่ เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบอุดมศึกษาและเพื่อให้เกิดการพึ่งพาระหว่างกันอย่างแท้จริง สถาบันอุดมศึกษายังจะต้องเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาสังคม มีการพัฒนา หลักสูตรเฉพาะด้านในระดับสูงกว่าปริญญาตรีให้มากขึ้น มีการบรรจุ ครูจากนานาชาติ และสนับสนุนความร่วมมือที่จะนำไปสู่การยอมรับ คุณวุฒิการศึกษาระหว่างสถาบัน

                   5. การรับรองร่างปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาสำหรับ ศตวรรษที่ 21 : วิสัยทัศน์และการปฏิบัติ (Draft World Declaration on Higher Education for the Twenty - First Century: Vision and Action) และร่างกรอบการดำเนินงานสำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนและ พัฒนาอุดมศึกษา (Draft Framework for Priority Action for Change and Development of Higher Education)

                   ที่ประชุมได้พิจารณาและให้การรับรองร่างปฏิญญาโลกว่า ด้วยการอุดมศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21: วิสัยทัศน์และการปฏิบัติ และร่างกรอบการดำเนินงานสำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนา อุดมศึกษา ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

                   ร่างปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาสำหรับ

                   ศตวรรษที่ 21: วิสัยทัศน์และการปฏิบัติ

                   ภารกิจและหน้าที่ของอุดมศึกษา

                   1. การให้การศึกษา ฝึกอบรม และการทำวิจัย โดยเน้น การเรียนการสอนแบบเปิดกว้างเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอด ชีวิต

                   2. บทบาทด้านจริยธรรมและการคาดการณ์เน้นบทบาท ในการวิเคราะห์คาดการณ์ เตือนภัยล่วงหน้าและป้องกัน

                   การสร้างวิสัยทัศน์ของอุดมศึกษา

                   1. ความเป็นธรรมในการได้รับโอกาสทางการศึกษาระดับ อุดมศึกษา เน้นความเชื่อมโยงระหว่างอุดมศึกษากับการศึกษาทุก ระดับ โดยเฉพาะการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

                   2. ความต้องการการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างรวดเร็ว

และกว้างขวางจะต้องอาศัยนโยบายด้านการสร้างโอกาสทางการ ศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งให้ความสำคัญกับความสามารถ (merit)

                   3. การมีส่วนร่วมและส่งเสริมบทบาทของสตรีในการได้รับโอกาสทางการศึกษา

                   4. การพัฒนาความรู้ด้วยการทำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ และการเผยแพร่ผลงานวิจัย โดยส่งเสริมนวัตกรรม สหวิทยาการ (interdisciplinary) และการจัด แบบข้ามสาขาวิชา (transdisciplinary) ในหลักสูตรการศึกษาภายใต้ การสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์จากทั้งภาครัฐและเอกชน

                   5. การปรับตัวระยะยาวอย่างมีความสอดคล้องและทันการกับความต้องการของสังคม รวมถึงการให้ความเคารพ วัฒนธรรม และป้องกันสภาพแวดล้อม

                   6. การกระชับความร่วมมือกับโลกของงาน การวิเคราะห์ และคาดการณ์ความต้องการของสังคม ความร่วมมือระหว่างอุดมศึกษา โลกของการทำงานและส่วนต่าง ๆ ของสังคมจะต้องได้รับการ เสริมสร้างความเข้มแข็งและปรับปรุง

                   7. การจัดรูปแบบ วิธีการและเกณฑ์ในการคัดเลือกนักเรียน เข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาในลักษณะที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมโอกาส ทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน

                   8. การใช้นวัตกรรมทางการศึกษา: แนวคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ เน้นการสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ซึ่งให้ความสำคัญ กับนักศึกษา (student-oriented) และส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปใน เชิงลึกและนโยบายด้านการสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้าง

                   9. บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาและนักศึกษาในฐานะ ผู้มีบทบาทสำคัญ ให้ความสำคัญกับความต้องการของนักศึกษาและ สนับสนุนให้นักศึกษามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการปรับปรุงอุดมศึกษา

                   จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ

                   1. การประเมินเชิงคุณภาพ เน้นการประเมินตนเองของสถาบันอุดมศึกษาและการประเมินผลจากภายนอกที่ดำเนินการอย่างเปิดเผย โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากล โดยให้ความสำคัญกับลักษณะเฉพาะของสถาบัน ประเทศ และภูมิภาคเพื่อให้เกิดความหลากหลายและหลีกเลี่ยงรูปแบบที่เหมือนกัน (uniformity)

                   ความร่วมมือกับต่างประเทศเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดคุณภาพได้แก่ การแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างเครือข่าย การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา และการทำโครงการวิจัย

                   2. ศักยภาพและความท้าทายของเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยควรเป็นผู้นำในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ และการติดต่อสื่อสารเพื่อประกันคุณภาพและรักษามาตรฐานการ ศึกษาให้อยู่ในระดับสูง โดยจะต้องขจัดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง เทคโนโลยีสารสนเทศ และการติดต่อสื่อสารภายในประเทศและ ระหว่างประเทศ

                   3. การเสริมสร้างประสิทธิภาพด้านการจัดการและการเงินต้องอาศัยการวางแผน ความสามารถและกลยุทธ์ในการวิเคราะห์ นโยบายซึ่งมีพื้นฐานมาจากความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสถาบันอุดม- ศึกษารัฐและหน่วยงานด้านการวางแผน และการประสานงานระดับประเทศ ทั้งนี้การจัดการอุดมศึกษาต้องการการบริหารอย่างมี วิสัยทัศน์ ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ของโลก (global issues) และทักษะการจัดการที่มีประสิทธิภาพ สถาบันอุดมศึกษาควรใช้วิธี การจัดการแบบมองไปข้างหน้า (forward-looking) ซึ่งตอบสนอง ความต้องการของสภาพแวดล้อม

                   4. การจัดสรรงบประมาณอุดหนุนอุดมศึกษาเพื่อสังคม สถาบันอุดมศึกษาต้องการงบประมาณจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการดำเนินงาน อย่างไรก็ดี การสนับสนุนงบประมาณในการจัดอุดมศึกษาและการทำวิจัยยังเป็นปัจจัยสำคัญในการประกันความสำเร็จ ด้านการศึกษาและสังคม

                   5. การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ (know-how) ระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ เน้นการใช้ภาษามากกว่า 2 ภาษาขึ้นไป (multi-lingualism) การจัดทำโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา และเครือข่ายระดับสถาบันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางปัญญา และวิทยาศาสตร์ และให้ความสำคัญกับ international dimension ในหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน นอกจากนี้ควรให้การ รับรองและปฏิบัติตามกลไกระดับภูมิภาคในการรับรองคุณภาพ การศึกษาเพื่อเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนภายในและระหว่างประเทศ

                   6. จากภาวะ "สมองไหล" (brain drain) สู่ภาวะ "สมองหลาย" (brain gain) ควรมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถจูงใจ นักวิชาการและนักวิจัยให้กลับไปทำประโยชน์ให้แก่ประเทศของตน ในลักษณะชั่วคราวและถาวร

                   7. หุ้นส่วนและพันธมิตร เน้นความร่วมมือระหว่างผู้กำหนด นโยบายระดับชาติและระดับสถาบัน อาจารย์ผู้สอน นักวิจัย นักศึกษา ผู้บริหาร และนักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา โลกของงานและชุมชน รวมถึงองค์การนอกภาคราชการเพื่อผนึกกำลังในการจัดการการ เปลี่ยนแปลง

                   กรอบการดำเนินงานสำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนและ พัฒนาอุดมศึกษา

                   การดำเนินการในระดับชาติ

                   1. รัฐบาลและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจควรกำหนดกรอบการดำเนินงานทางด้านกฎหมาย การเมืองและงบประมาณเพื่อ ปฏิรูปและพัฒนาอุดมศึกษาตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งกำหนดไว้ว่า "ทุกคนจะได้รับโอกาสเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาตามความสามารถ" โดยไม่มีการกีดกัน

                   2. เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างอุดมศึกษาและการทำ วิจัย

                   3. พิจารณาและใช้อุดมศึกษาเป็นเครื่องมือกระตุ้นระบบการศึกษาทั้งระบบ

                   4. พัฒนาสถาบันอุดมศึกษาให้ครอบคลุมการเรียนรู้ ตลอดชีวิต ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเลือกเรียนในสาขาวิชาที่หลากหลาย และมีความยืดหยุ่นที่เอื้อต่อการเข้าศึกษาต่อของผู้เรียน

                   5. สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัย

                   6. พัฒนาโครงการความร่วมมือเชิงนวัตกรรมระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและภาคต่าง ๆ ของสังคม เพื่อประกันว่าหลักสูตร และการทำวิจัยจะสามารถส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ

                    7. จัดทำกรอบนโยบายเพื่อที่หุ้นส่วนใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาจะได้มีส่วนร่วมในการจัดการอุดมศึกษา ทั้งในกระบวนการประเมินผล การปฏิรูปหลักสูตร บริการแนะแนว และให้คำปรึกษา

                   8. กำหนดและดำเนินนโยบายเพื่อขจัดแบบการคิดตายตัวในเรื่องเพศในการอุดมศึกษา รวมถึงการส่งเสริมให้สตรี มีส่วนร่วมในการศึกษาทุกระดับและทุกสาขาวิชา ซึ่งสตรียังมีส่วนร่วม น้อยอยู่ ตลอดจนส่งเสริมให้สตรีมีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจ

                   9. กำหนดนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้สอนตามที่ระบุไว้ใน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานภาพของบุคลากรด้านการสอนในระดับ อุดมศึกษา ซึ่งได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2541

                   10. ให้ความสำคัญกับนักศึกษาในฐานะเป็นศูนย์กลาง ความสนใจของอุดมศึกษาและผู้มีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนอุดมศึกษา

                   11. ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษาในระดับประเทศและระหว่างประเทศ

                   12. การสร้างโอกาสในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาในรูปแบบใดก็ตามจะต้องเปิดกว้างสำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับ มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าหรือมีคุณสมบัติตามเกณฑ์การรับเข้า ศึกษาโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ ขณะเดียวกันก็ต้องเอื้อให้นักศึกษาสูงอายุที่ไม่ได้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาในระบบโรงเรียน สามารถเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาได้โดยพิจารณาจากประสบการณ์ทางวิชาชีพ ทั้งนี้ การศึกษาระดับมัธยมศึกษาจะต้องเตรียมคนให้พร้อม สำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาและโลกของงาน

                   13. ควรมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดช่องว่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องอุดมศึกษาและการทำวิจัย

                   การดำเนินการในระดับระบบและสถาบัน

                   1. พิจารณาจัดการศึกษาซึ่งสอดคล้องกับหลักจริยธรรม วิทยาศาสตร์ และการจัดการแบบสหวิทยาการ และข้ามสาขาวิชา

                   2. ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบ การสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อประโยชน์สำหรับทุกคนที่มีความสามารถและ แรงจูงใจ

                   3. ใช้ความเป็นอิสระและมาตรฐานทางวิชาการระดับสูง ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนและในการแก้ไข ปัญหาของสังคมในอนาคต โดยพัฒนาศักยภาพในการเตือนภัยล่วงหน้าด้วยการศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมือง

                   4. กำกับดูแลให้คณาจารย์สอน ทำวิจัย สอนเสริม และกำหนดทิศทางการดำเนินงานของสถาบัน

                   5. ดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของบริการต่อชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขจัด ความยากจน ความไม่อดกลั้น ความรุนแรง ความไม่รู้หนังสือ ความ อดอยากและโรคต่าง ๆ โดยใช้วิธีการแบบสหวิทยาการและข้ามสาขาวิชา

                   6. สถาบันอุดมศึกษาควรสร้างความสัมพันธ์กับโลกของงานในแนวใหม่ โดยร่วมมือกับหุ้นส่วนจากภาคสังคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

                   7. ประกันคุณภาพของการศึกษาในระดับสากลที่สามารถ ตรวจสอบได้และจัดให้มีการประเมินทั้งจากภายในและภายนอก

                   8. จัดให้มีการพัฒนาอาจารย์

                   9. ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยในทุกสาขาวิชา

                   10. ขจัดความไม่เสมอภาคและความลำเอียงเรื่องเพศในหลักสูตรและงานวิจัย และใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อสร้างความ สมดุลในการมีส่วนร่วมของบุรุษและสตรีในหมู่นักศึกษาและอาจารย์ และในทุกระดับของการบริหาร

                   11. ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างสูงสุดเพื่อพัฒนา งานวิชาการ ขยายโอกาสในการศึกษาและความรู้ตลอดชีวิต

                   12. สถาบันอุดมศึกษาควรเปิดกว้างสำหรับผู้เรียนที่เป็น ผู้ใหญ่ (adult learners)

                   การดำเนินการในระดับนานาชาติโดยเฉพาะที่ริเริ่มโดย ยูเนสโก

                   1. ความร่วมมือจะเป็นส่วนประกอบหนึ่งของภารกิจระดับ สถาบันและระบบอุดมศึกษา องค์กรระหว่างรัฐบาล แหล่งทุน และองค์การนอกภาคราชการควรจะขยายความร่วมมือเพื่อพัฒนา โครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในลักษณะ twinning institutions มหาวิทยาลัยควรกำหนดกลไกที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมและบริหารความร่วมมือระหว่างประเทศ

                   2. ยูเนสโก องค์กรระหว่างรัฐบาล และองค์การนอกภาคราชการ รวมทั้งประเทศต่าง ๆ ชุมชนวิชาการ และหุ้นส่วนที่ เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการเคลื่อนย้ายทางวิชาการระหว่างประเทศให้มากขึ้นเพื่อพัฒนาและแลกเปลี่ยนความรู้ โดยให้การสนับสนุนแผนปฏิบัติงานร่วมของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล 6 คณะซึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติตามอนุสัญญาภูมิภาคว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิและปริญญาในระดับอุดมศึกษา และโดยการจัดทำโครงการถ่ายโอนหน่วยกิต

                   3. สถาบันอุดมศึกษาในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมควรพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศกับสถาบัน น้อง (sister institutions) ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อส่งเสริมให้เกิด การรับรองคุณวุฒิการศึกษาในต่างประเทศ

                   4. ยูเนสโกร่วมกับภาคต่าง ๆ ของสังคมควรดำเนินการเพื่อ บรรเทาผลกระทบจาก "ภาวะสมองไหล" และปรับเปลี่ยนไปสู่ กระบวนการ "สมองหลาย" โดยจัดให้มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุและผล กระทบของปัญหาสมองไหล จัดการรณรงค์เพื่อสนับสนุนให้ นักวิชาการที่อยู่ต่างประเทศกลับไปยังประเทศของตน และจัดให้มี อาสาสมัคร (university volunteers) โดยส่งนักวิชาการที่เพิ่งเกษียณ หรือนักวิชาการอ่อนอาวุโสไปสอนและทำวิจัยในมหาวิทยาลัยของ ประเทศกำลังพัฒนา

                   5. ภายใต้กรอบการดำเนินงานข้างต้น ยูเนสโกจะ ดำเนินงานดังต่อไปนี้

                        1) ส่งเสริมการประสานงานที่ดีระหว่างองค์กรระหว่างรัฐบาล องค์การนอกภาคราชการ หน่วยงาน และมูลนิธิต่าง ๆ ซึ่งให้การสนับสนุนโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศด้านอุดมศึกษา

                        2) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสหประชาชาติและสำนัก- เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติฯ ของประเทศสมาชิก องค์กร ระหว่างรัฐบาล และองค์การนอกภาคราชการเพื่อทำหน้าที่เป็นเวที ทางความคิดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษา

                        3) ดำเนินงานเพื่อสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคที่มีระดับการพัฒนาน้อยที่สุดและในภูมิภาคที่ประสบปัญหาความขัดแย้งหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

                        4) ริเริ่มสร้างกลไกระหว่างประเทศด้านเสรีภาพและความเป็นอิสระทางวิชาการและความรับผิดชอบทางสังคมที่เกี่ยวข้อง กับข้อเสนอแนะเรื่องสถานภาพของบุคลากรด้านการสอนในระดับ อุดมศึกษา

                        5) จัดให้มีการติดตามผลปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาฯ และกรอบการดำเนินงานสำคัญฯ โดยร่วมมือกับองค์กร ระหว่างรัฐบาล องค์การนอกภาคราชการ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง รวมถึงมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ NGO Collective Consultation on Higher Education และ UNESCO Student Forum

                        ยูเนสโกควรมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความ ร่วมมือระหว่างประเทศด้านอุดมศึกษาเพื่อติดตามผลการดำเนินการ ดังกล่าว และให้การติดตามผลนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญในการจัด เตรียมเอกสารโครงงานและงบประมาณของยูเนสโกครั้งต่อไป

ข้อเสนอแนะของคณะผู้แทนไทย

                   1. ควรจะมีการจัดประชุมขยายผลการประชุม โดยคณะผู้แทน ไทยเป็นผู้นำเสนอผลการประชุมให้มหาวิทยาลัย/สถาบันและสถาบัน การศึกษาที่เกี่ยวข้องด้านการจัดการอุดมศึกษาของไทยได้รับทราบ และจัดแสดงหนังสือเอกสารที่ได้จากการประชุม

                   2. ควรจะจัดแปลปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาฯ และ กรอบการดำเนินงานสำคัญฯ เป็นภาษาไทยและจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ ให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบอย่างกว้างขวาง

                   3. ควรกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติจริงในประเทศ โดยระดมสมอง ระหว่างหน่วยงาน สถาบันต่าง ๆ ถึงการจัดทำโครงการทั้งระดับชาติ และภูมิภาค และวางกรอบการปฏิบัติงานระยะสั้น (1 ปี) และระยะ ยาว (3-5 ปี) เพื่อสนองตอบต่อวิสัยทัศน์ที่ปรากฏในปฏิญญาโลกว่า ด้วยการอุดมศึกษาฯ

                   4. ควรจะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานยูเนสโกที่กรุงเทพฯ เพื่อให้เข้าร่วมกิจกรรมของไทย พิจารณาแนวทาง การของบประมาณสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมในระดับชาติ และ ระดับภูมิภาค รวมทั้งมีบทบาทในการติดตามการดำเนินงานของไทย และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

                   5. หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาอุดมศึกษาใน ภูมิภาค เช่น ศูนย์ภูมิภาคของซีมีโอว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนา (SEAMEO Regional Centre for Higher Education and Development SEAMEO - RIHED) เครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (ASEAN University Network - AUN) ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการ ดำเนินโครงการระดับภูมิภาค เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อนและสามารถจะ แบ่งปันทรัพยากรเพื่ออุดมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ

          

National Brainstorming on Thailand's Action Plan to Follow-up on the World Declaration on Higher Education

ระหว่างวันที่ 24-25 มิถุนายน พ.ศ. 2542

ณ จุลดิศเขาใหญ่รีสอร์ท จังหวัดนครราชสีมา

                   รศ.ดร.ทองอินทร์ วงศ์โสธร รองปลัดทบวงมหาวิทยาลัย กล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นถึงการพัฒนาระบบอุดมศึกษาให้สามารถก้าวทันกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันของสังคมโลกใน ศตวรรษที่ 21 ซึ่งทบวงมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย/สถาบันมีภารกิจร่วมกันที่จะสานต่อสาระของปฏิญญาโลกให้เป็นรูปธรรม เพื่อสามารถผลิตบัณฑิตที่มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ใน ประชาคมโลก

                   การบรรยายพิเศษเรื่อง ความคาดหวังจากปฏิญญาโลกในมุมมองของยูเนสโกและประเทศไทย โดย Prof. Wang Yibing, Specialist on Higher Education, UNESCO PROAP และ ศ.นพ. จรัส สุวรรณเวลา ประธานกรรมการทบวงมหาวิทยาลัย

                    Prof. Wang นำเสนอแนวคิดเชิงวิเคราะห์ซึ่งสรุปเป็นประเด็น สำคัญ 3 ประการ ดังนี้

                   1. ประเด็นที่ท้าทายในเรื่อง Massification ของการอุดมศึกษา คือ

                        1.1 การเน้นการขยายเชิงปริมาณอาจเป็นเรื่องที่เร็วเกินไปสำหรับประเทศที่มี GDP ต่ำ

                        1.2 การขอตั้งงบประมาณเพื่อจัดการอุดมศึกษาให้มากขึ้นอาจหมายถึงการ "ช่วงชิง" งบประมาณจากที่มีไว้ให้สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ภายใต้เงื่อนไขงบประมาณที่มีอยู่อย่าง จำกัดอาจหมายถึงความล้มเหลวในการรักษาคุณภาพ

                        1.3 การก่อให้เกิดอัตราว่างงานที่สูงขึ้น

                   2. ในเรื่องของ Privatization, Corporatization และ Industrialization ของการอุดมศึกษานั้น Prof. Wang ได้ยกตัวอย่างข้อถกเถียงและแนวปฏิบัติของประเทศต่าง ๆ ซึ่งพิจารณาถึงความคุ้มค่า ในเรื่องค่าใช้จ่าย ความมีอิสระในการบริหารและงบประมาณ ลักษณะวัฒนธรรมองค์กรที่อาจทำให้เสรีภาพและคุณภาพทางวิชาการลดลง รวมทั้งวิธีการจัดการที่เหมาะสมในกรณีที่มหาวิทยาลัย/สถาบันมีการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัย/สถาบันสามารถหารายได้ในเชิงพาณิชย์โดยเป็นผู้ลงทุนแต่จ้างผู้จัดการระดับมืออาชีพ ดำเนินการ และบทบาทของมหาวิทยาลัย/สถาบันในการบูรณาการ ความรู้ให้สอดคล้องกับโลกของงานเป็นสิ่งที่จำเป็น

                   3. Prof. Wang ได้กล่าวถึงกระแสความเป็นสากลในปัจจุบัน ทั้งในเชิงของการพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานและกระบวนการเรียนการสอน การวิจัยและการบริการ เพื่อผลิตบัณฑิตที่สามารถ แข่งขันได้ในระดับชาติ ภูมิภาค และนานาชาติ ทั้งยังหมายถึงการส่งออก บริการการศึกษา หรืออาจถูกมองว่าเป็นการครอบงำทางวัฒนธรรม และกล่าวถึงการศึกษาและฝึกอบรม โดยผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นกลไกในการสร้างสภาวะการเรียนรู้เสมือนจริงที่ สอดคล้องกับหลักการของยูเนสโก อย่างไรก็ดี โดยมีข้อพึงระวังให้มหาวิทยาลัยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนางาน ไม่ใช่เพื่อปรับ เปลี่ยนสถาบันอุดมศึกษาจากสถาบันจริงสู่สถาบันเสมือนจริง สำหรับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแนวคิดเรื่องการศึกษาในภาพ ใหญ่นั้น Prof. Wang ได้เน้นการศึกษาตลอดชีวิตและการสร้างสังคม การเรียนรู้

                   ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา กล่าวสรุปถึงสาระหลักของปฏิญญาโลก สรุปได้ว่า

                   1. ความเสมอภาคด้านสิทธิมนุษยชนโดยการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้

                   2. การอุดมศึกษาเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อมยั่งยืน และด้าน ประชาธิปไตย

                   3. ความสำคัญของการศึกษาตลอดชีวิตโดยการเปลี่ยนแปลงวิธีการให้ความรู้ให้หลากหลาย

                   4. เน้นการจัดการโดยรัฐร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ

                   5. ความสมดุลระหว่างมรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ กับอิทธิพลของวัฒนธรรมในภูมิภาค

                   6. คุณภาพของอุดมศึกษาในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านทักษะใน การสื่อสาร ด้านภาษา ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านวิธีการวิจัยจะ พิจารณาจากการให้ลำดับความสำคัญและการนำมาใช้ที่แตกต่าง ออกไปแล้วแต่สถาบัน

                   7. การปรับปรุงคุณภาพการอุดมศึกษาโดย "หลอมเบ้า" หลักสูตรใหม่ ปรับวิธีการเรียน/อุปกรณ์การเรียนการสอน/วิธีทดสอบ/การประกันคุณภาพและมาตรฐาน

                   8. การอุดมศึกษาควรเป็นความสัมพันธ์ระหว่างโลกของงานกับระบบการศึกษาทั้งระบบ โดยพิจารณาถึงความตรงเป้าตรงปัญหา

                   9. การอุดมศึกษาควรมีความรับผิดชอบต่อระบบการศึกษาทั้งระบบ

                   10. การอุดมศึกษาควรให้ความสำคัญต่อความร่วมมือ ระหว่างประเทศเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับการอุดมศึกษา

การอภิปรายเรื่อง ผลที่ได้จากการประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา ในหัวข้อ "อุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21: วิสัยทัศน์ และการปฏิบัติ"

                   โดย ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา

                        ประธานกรรมการทบวงมหาวิทยาลัย

                        รศ.ดร.สุมณฑา พรหมบุญ

                        อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

                        ผศ.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์

                        รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล

                        นางสาวพรทิพย์ กาญจนนิยต

                        ผู้อำนวยการกองวิเทศสัมพันธ์

                        สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย

                   ศ.นพ. จรัส สุวรรณเวลา อภิปรายในหัวข้อการจัดการและ การเงิน (Management and Financing) โดยกล่าวว่าในปฏิญญาโลก ได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการด้านอุดมศึกษาซึ่งต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ หลักสูตร บุคลากร การเงิน และสิ่งอำนวยความสะดวก มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่คู่กับการพัฒนาความสามารถใน การจัดการคือการเงิน สิ่งสำคัญที่ปฏิญญาโลกได้ระบุไว้ชัดเจน คือ บทบาทของรัฐที่ยังจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณด้านการจัดการ และการเงินของมหาวิทยาลัย/สถาบัน อย่างไรก็ดีในอนาคต งบประมาณควรจะต้องมาจากภาคเอกชนด้วย

                   รศ.ดร. สุมณฑา พรหมบุญ ได้กล่าวถึงลักษณะของการจัดการประชุมระดับโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาเมื่อต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2541 ที่กรุงปารีส และอภิปรายในหัวข้อความตรงเป้าตรงปัญหา (Relevance/Pertinence) ว่าเป็นสิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาต้องตระหนัก ให้เกิดความเชื่อมโยงในทุกด้าน ทั้งในด้านการเมือง โลกของงาน การศึกษาในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา วัฒนธรรม การบริการการศึกษา ตลอดชีวิต และการให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ร่วมกันของอาจารย์ และนักศึกษา สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องปรับบทบาท ปรับขนาด และปรับเปลี่ยนตนเองให้มีความตรงเป้าตรงปัญหากับสังคม โดยพิจารณาจากการเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความหลากหลายให้แก่สถาบัน อุดมศึกษา และการเสริมสร้างพลเมืองที่มีความสามารถ

                   ผศ. นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อภิปรายว่าคุณภาพการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ และครอบคลุมทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ซึ่งจะต้องสร้างวัฒนธรรมในการประเมินคุณภาพให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรในทุกสถาบัน การ ประเมินคุณภาพการศึกษาควรจะมีการประเมิน 2 ทาง คือการ ประเมินภายในองค์กร และประเมินจากภายนอกองค์กร

                   นางสาวพรทิพย์ กาญจนนิยต กล่าวว่าในปฏิญญาโลก ได้ระบุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) ว่าเป็นสิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาควรจะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ ในการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการสนับสนุนเกื้อหนุนระหว่าง ประเทศพัฒนา และประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งลดภาวะ "สมองไหล" สู่ "สมองหลาย" ทั้งนี้ เป้าหมายความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้แก่ การพัฒนาความสามารถในการจัดการศึกษา การเปิดโอกาสในวง กว้างให้แก่เยาวชนและประชาชนโดยทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วม การ คงความหลากหลายของภาษาและวัฒนธรรม รวมทั้งการเตรียมผู้นำ/บุคลากรทางอุดมศึกษาเพื่ออนาคต ซึ่งยูเนสโกควรจะมีบทบาทในการ ส่งเสริมการประสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย/ภูมิภาคและ การติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามที่ปรากฏในปฏิญญาโลก

การบรรยายเรื่อง ประสบการณ์และข้อเสนอแนะจากการ ดำเนินงานตามปฏิญญาโลกว่าด้วยการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดย นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

                   นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ได้ตั้งคำถามให้ที่ประชุมพิจารณา ในการประชุมครั้งนี้ 3 ประเด็น คือ

                   1. ประเด็นแรกเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ ซึ่งการประชุมอุดมศึกษาของโลกและปฏิญญาก็ได้เน้นว่าต้องมีวิสัยทัศน์ก่อนที่จะมีการปฏิบัติการ ดังนั้น ที่ประชุมจึงควรพิจารณาความสอดคล้องของ วิสัยทัศน์โลกเรื่องอุดมศึกษากับวิสัยทัศน์ไทยในเรื่องอุดมศึกษา นอกจากนี้ ที่ประชุมควรมองสถานการณ์ปัจจุบันของไทยซึ่ง รัฐธรรมนูญให้สิทธิการศึกษา 12 ปีแก่คนไทยทุกคน และกำหนดให้รัฐจัดให้ตามกฎหมาย ทำให้ความต้องการที่จะเรียนต่อหลัง 12 ปีขยายกว้างขวางอย่างรวดเร็วในอนาคต ระบบอุดมศึกษาไทยในปัจจุบันจะสามารถรองรับได้หรือไม่

                   2. ประเด็นที่ 2 คือการเชื่อมโยงระหว่างอุดมศึกษากับการ ศึกษาทุกระดับทั้งระบบ ซึ่งก็เป็นจุดเน้นสำคัญในปฏิญญาโลก และ แนวโน้มของไทยตามพระราชบัญญัติการศึกษาไทยก็คงจะเอื้ออำนวย ให้อุดมศึกษาเชื่อมโยงและพัฒนาการศึกษาทั้งระบบมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ที่ประชุมควรจะได้นำข้อเสนอของที่ประชุมระดับโลกที่ เกี่ยวข้องอื่น ๆ ได้แก่ การประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาพื้นฐานเพื่อ ปวงชนที่จอมเทียน การประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาผู้ใหญ่ที่ ฮัมบูร์ก การประชุมระดับโลกเรื่องอาชีวศึกษาและการศึกษาเทคนิค ที่โซล และการประชุมระดับโลกเรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนาที่ เม็กซิโกเพราะมีข้อเสนอแนะที่มีนัยเชื่อมโยงกับอุดมศึกษาและการ ศึกษาทั้งระบบ

                   3. ที่ประชุมควรสนใจเป็นพิเศษว่าหลังการประชุมระดับ โลกเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชนที่จอมเทียนแล้ว โลกทั้งโลกได้มี การขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนปฏิรูปการศึกษาพื้นฐานทุกประเภท ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาและการศึกษานอกระบบไปแล้ว อย่างไรบ้าง และยูเนสโกได้ร่วมกับประเทศสมาชิกสร้างกลไกในการ กำกับติดตามความก้าวหน้าหลังการประชุมอย่างไร ผู้สนใจสามารถ ศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารวิจัยเรื่อง "ความร่วมมือระหว่างประเทศ ด้านการศึกษากับความมั่นคงของชาติ ศึกษาเฉพาะกรณีความร่วมมือ ด้านการศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชน (Education for All)" ซึ่งผู้บรรยาย ได้ทำวิจัยเสนอวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรในปี 2538 และยินดี เผยแพร่ให้ผู้สนใจ

การระดมสมองในกลุ่มย่อย

                   ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนได้ร่วมกิจกรรมเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อกรอบการดำเนินงานสำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนและพัฒนาอุดมศึกษา ใน 6 ประเด็นหลัก ดังนี้

                   1. ท่านคิดว่าภารกิจของมหาวิทยาลัย/สถาบันของท่านจำเป็นต้องสอดคล้องกับความต้องการของสังคมมาก/น้อยเพียงใด และได้เกิดขึ้นจริงเพียงใด

                   2. มหาวิทยาลัย/สถาบันมีความตระหนักเรื่องระบบการศึกษาในภาพรวม และมีการพัฒนาระบบการศึกษาในภาพรวมให้มีความเชื่อมโยงมาก/น้อยเพียงใด

                   3. ท่านคิดว่ามหาวิทยาลัย/สถาบันของท่านควรสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นสากลกับเอกลักษณ์ของชาติในระดับใด

                   4. ท่านคิดว่ามหาวิทยาลัย/สถาบันของท่านควรมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมมาก/น้อยเพียงใด และได้ดำเนินการมี สัมฤทธิผลแล้วเพียงใด

                   5. ท่านคิดว่ามหาวิทยาลัย/สถาบันสนองตอบต่อชุมชนโดยการให้โอกาสทางการศึกษาเฉพาะต่อชุมชนเป้าหมายมาก/น้อย เพียงใด

                   6. ท่านคิดว่ามหาวิทยาลัย/สถาบันของท่านให้ความสำคัญกับการประกันคุณภาพการศึกษาและมีกลไกการประกันคุณภาพ การศึกษาที่มีประสิทธิภาพมาก/น้อยเพียงใด

                   ผลการสำรวจความคิดเห็นเพื่อ "วัดอุณหภูมิ" ของที่ประชุม โดยรวม ปรากฏว่ามี 4 ประเด็นหลักที่สมควรอภิปรายเพิ่มเติม ได้แก่ ข้อ 2, 3, 4 และ 5 ที่ประชุมจึงแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย 4 กลุ่มเพื่อ พิจารณาประเด็นดังกล่าวในรายละเอียด

                   กลุ่มที่ 1 ประเด็น: มหาวิทยาลัย/สถาบันมีบทบาทต่อ ระบบการศึกษาทั้งระบบรวมทั้งระบบการศึกษาพื้นฐานมาก/น้อย เพียงใด และได้ดำเนินการตามบทบาทนั้นมาก/น้อยเพียงใด

                   ก. มหาวิทยาลัย/สถาบันมีบทบาทต่อระบบการศึกษา ภาพรวมอยู่ในหลายมิติมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี

                   ปัญหา

                        - ความไม่ต่อเนื่องในระบบตั้งแต่พื้นฐานถึงอุดมศึกษา ทำให้ความร่วมมือกระทำได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะระบบสอบเข้าในทุก ระดับเป็นอุปสรรค

                        - ระบบการเรียนการสอน การถ่ายโอนหน่วยกิต ฯลฯ ไม่ยืดหยุ่นพอทำให้ไม่สามารถเข้าเรียนโดยข้ามสถาบันการศึกษาหรือข้าม ระดับการศึกษาได้

                        - ความรู้ในแต่ละสาขาไม่ต่อเนื่องทั้งระบบจึงเชื่อมกันยาก

                        - ระบบการศึกษาอื่น ๆ เช่น การศึกษาเพื่อเตรียมเป็น พ่อแม่ (Better Parenting Education) การศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาตลอดชีวิต ฯลฯ ขาดความสัมพันธ์กับการอุดมศึกษา

                   ทางออก

                        - จัดระบบความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษากับสถาบันอื่น เช่น โรงเรียน ตลอดจนชุมชนในพื้นที่ให้ชัดเจน

                        - แบ่งปันทรัพยากร/บุคคล ห้องสมุด องค์ความรู้ ฯลฯ เพื่อ ลดปัญหาความขาดแคลน

                        - จัดระบบพี่เลี้ยงเพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพ

                        - จัดกิจกรรมร่วมเพื่อเสริมพลังทางการศึกษา การวิจัย การบริการชุมชน และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน ทั้งนี้ อาจจะพัฒนานิสัยการใฝ่รู้พร้อม ๆ กับการเรียนรู้สาระเชิงวัฒนธรรมและ วิชาการโดยจัดให้นิสิต นักศึกษา รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ตามสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ใช้ประโยชน์ จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ได้มากขึ้น

                   ข. มหาวิทยาลัย/สถาบันคงบทบาท 4 ประการ คือ การผลิต บัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และได้ดำเนินการไปเป็นอย่างมากในทุกด้าน

                   ประเด็น: ความชัดเจนของนโยบายและความเป็นรูปธรรม ของกิจกรรมที่จะเน้นบทบาทต่อการศึกษา

                   ทางออก

                        - นำกรณีที่ประสบความสำเร็จมาเผยแพร่เพื่อกระตุ้น ความคิด วิสัยทัศน์ และการปฏิบัติให้กว้างขวางออกไป (ทบวงมหาวิทยาลัยอาจจะเป็นผู้สนับสนุน)

                        - การบริการทางวิชาการเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้บทบาทมหาวิทยาลัย/สถาบันสู่ระบบการศึกษาได้ง่าย เช่น พัฒนา อาจารย์ พัฒนางานอาชีพ พัฒนาเกษตรกร พัฒนาคุณธรรม

                        - เสาะหาและให้การยอมรับทรัพยากรบุคคลในพื้นที่เพื่อช่วยกันสร้างเสริมองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและทำให้มหาวิทยาลัย/สถาบันกับท้องถิ่นเป็นหนึ่งเดียว

                        - มหาวิทยาลัย/สถาบันควรกำหนดนโยบาย outreach ให้สำคัญและชัดเจน

                   กลุ่มที่ 2 ประเด็น: มหาวิทยาลัย/สถาบันสนองตอบต่อ ชุมชนโดยการให้โอกาสทางการศึกษาเฉพาะต่อชุมชนเป้าหมายมาก/น้อยเพียงใด

                   ที่ประชุมได้ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัย/สถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบการศึกษาใน ภาพรวม ดังนี้

                   1. ให้มหาวิทยาลัย/สถาบันขยายและปรับการศึกษาใน ระบบให้มีความหลากหลาย เช่น หลักสูตร แผนการศึกษา และ ปริญญาที่สอง (second degree)

                   2. เพิ่มบทบาทของมหาวิทยาลัย/สถาบันในการจัดการ ศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (informal education)

                   3. ให้มหาวิทยาลัย/สถาบันร่วมกับทบวงมหาวิทยาลัยจัด ให้มีการถ่ายโอนคุณวุฒิและประสบการณ์การเรียนรู้จากนอกระบบไปสู่ในระบบ

                   4. ให้มหาวิทยาลัย/สถาบันจัดการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาส และผู้พิการโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

                   5. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาชุมชนเพิ่มการ จัดการศึกษาเพื่ออาชีพ โดยจัดในรูปแบบของวิทยาลัยชุมชน

                   รศ.ดร.โฆษิต อินทวงศ์ รองอธิการบดีประจำสำนักงาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า อุดมศึกษาต้องคำนึงถึงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเพราะ เปิดโอกาสทางการศึกษาให้คนไทยมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการศึกษา นอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องตื่นตัวและพิจารณาปรับเปลี่ยนบทบาทที่อาจจะไม่เคยทำ หรือที่ ได้ดำเนินการอยู่เดิมให้เข้มข้นขึ้น ในส่วนของการศึกษาต่อเนื่องนั้น สถาบันอุดมศึกษาควรจัดการศึกษาระดับวิชาชีพให้สอดคล้องกับภารกิจที่ตนรับผิดชอบอยู่ จุดสำคัญคือสถาบันอุดมศึกษาจะต้องคิดถึงการพัฒนาคนให้รู้จักเรียนรู้ใฝ่เรียนใฝ่รู้พร้อมกับจริยธรรมและ คุณภาพ

                   ที่ประชุมยังเห็นว่าชุมชนเองเป็นแหล่งวิชาการที่สถาบันอุดมศึกษาไม่ควรมองข้ามและควรใช้ประโยชน์จากชุมชนอย่างเต็มที่ ในบางกรณีควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณในรูปแบบใหม่ที่ให้ตรง ต่อชุมชนเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษา บุคลากร และประชาชนในท้องถิ่น ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันจริงจัง

                   กลุ่มที่ 3 ประเด็น: มหาวิทยาลัย/สถาบันควรสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นสากลกับเอกลักษณ์ของชาติในระดับใด

                   ที่ประชุมเห็นว่ามหาวิทยาลัย/สถาบันจะต้องให้ความสำคัญ ระหว่างความเป็นสากลกับเอกลักษณ์ของชาติอย่างเท่าเทียมกันโดย ต้องมีการประยุกต์และผสมผสานให้เหมาะสม นอกจากนี้ ควรกำหนด เรื่องความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติและเอกลักษณ์ไทยให้เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตไทยในศตวรรษที่ 21 ซึ่ง มหาวิทยาลัย/สถาบันควรจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะดังกล่าวโดยจัดหลักสูตรที่เป็นสากล จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ เป็นไทยและสากลและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นสากล ความเป็นสากล ยังควรจะครอบคลุมถึงการจัดระบบการบริหารและการบริการทาง วิชาการของมหาวิทยาลัย/สถาบัน โดยในขณะเดียวกันคงภูมิปัญญา และวัฒนธรรมพื้นบ้านไว้ให้กลมกลืน

                   ในส่วนของการบริหารนั้น ควรจัดการเรียนการสอนโดยภาษา สากลควบคู่ไปกับการสอนโดยใช้ภาษาไทย รวมทั้งการอบรมทางวิชาการ สำหรับการบริการทางวิชาการแก่ชุมชนนั้นควรประกอบด้วย กิจกรรมที่ทำร่วมกับชุมชนและประชาคมโลก ทั้งนี้กิจกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นมหาวิทยาลัย/สถาบันจะมีบทบาทนำในการดำเนินงานโดยทบวงมหาวิทยาลัยควรเป็นผู้สนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเชื่อมสัมพันธ์กับนานาชาติและกำหนดมาตรฐานและเป้าหมาย ที่ชัดเจนในเรื่องของเอกลักษณ์ไทยและความเป็นสากล

                   รศ.ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่าควรวาง "budgeting policy" โดยกำหนดนโยบาย เชิงงบประมาณที่จะจัดสรรเพื่อให้สามารถดำเนินการพัฒนาความ เป็นเอกลักษณ์ไทยควบคู่ไปกับการพัฒนาความเป็นสากล

                   กลุ่มที่ 4 ประเด็น : มหาวิทยาลัย/สถาบันควรมีความร่วมมือ กับภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรมมาก/น้อยเพียงใดและได้ดำเนินการ สัมฤทธิผลแล้วเพียงใด

                   ที่ประชุมได้อภิปรายและเห็นว่ามหาวิทยาลัย/สถาบันควรมี บทบาท ดังนี้

                   1. พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรโดยใช้ข้อมูลจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

                   2. จัดให้มีการฝึกงานในภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนา ประสบการณ์ด้านวิชาชีพให้แก่นักศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษา

                   3. เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศเพื่อสร้าง เครือข่ายนานาชาติ

                   4. จัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์หรือ business incubator ขึ้นในมหาวิทยาลัย/สถาบัน รวมทั้งให้คำปรึกษาและจัดการอบรมให้ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

                   ในส่วนของทบวงมหาวิทยาลัยนั้น ที่ประชุมเห็นว่าควรมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เกิดความหลากหลายให้ความ ช่วยเหลือและสนับสนุนในกิจกรรมฝึกงานในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้ง วางนโยบายภาพรวมเรื่องการจัดการศึกษาในลักษณะสหวิทยาการ

                   สรุปผลการจัดลำดับรูปแบบและโครงสร้างการดำเนินงานของ สถาบันอุดมศึกษา ตามที่ระบุไว้ในกรอบการดำเนินงานสำคัญเพื่อ ปรับเปลี่ยนและพัฒนาอุดมศึกษา ข้อ 2 (6) การดำเนินการเชิงระบบ ในระดับสถาบัน

                   ที่ประชุมกลุ่มย่อยพิจารณาลำดับความสำคัญของรูปแบบ และโครงการการดำเนินงานในระดับสถาบัน ซึ่งปรากฏผลตามตาราง ดังนี้

 

ลำดับ 1

ลำดับ 2

ลำดับ 3

กลุ่ม 1

กลุ่ม 2

กลุ่ม 3

กลุ่ม 4

ข้อ 3

ข้อ 1

ข้อ 1

ข้อ 1/ข้อ 7

ข้อ 1

ข้อ 3

ข้อ 3

ข้อ 3/ข้อ 5

ข้อ 7

ข้อ 7

ข้อ 9

ข้อ 9

สรุปภาพรวม

ลำดับ 1

ลำดับ 2

ลำดับ 3

ลำดับ 4

ข้อ 1

ข้อ 3

ข้อ 7

ข้อ 9

                   ที่ประชุมกลุ่มที่ 1 ได้อภิปรายหัวข้อ "ให้ความสำคัญต่อ หลักจริยธรรม ความเข้มแข็งเชิงวิทยาศาสตร์และปัญญา รวมทั้ง แนวทางการดำเนินงานในลักษณะสหวิทยาการและการจัดการศึกษา ในลักษณะข้ามสาขาวิชา" ซึ่งเห็นว่าลักษณะโครงการที่ควรดำเนินการ คือการพัฒนาคุณสมบัติของบัณฑิตที่พึงประสงค์โดยให้ความสำคัญ ต่อการพัฒนาครูให้มีความสามารถด้านกระบวนการเรียนการสอน อย่างจริงจังทั้งหมวดวิชาการศึกษาทั่วไปและหมวดวิชาเฉพาะ และ การกระตุ้นให้เกิดการพัฒนากิจกรรมนิสิตนักศึกษาเพื่อเสริมสร้าง คุณลักษณะที่ดีในการทำงานและจริยธรรมด้านต่าง ๆ

                   หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีบทบาทดังนี้

                   1. ทบวงมหาวิทยาลัย

                        1.1 ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในการเร่งรัดการพัฒนา กระบวนการสอนโดยนำเสนอรูปแบบการสอนต้นแบบแบบประสม ประสานอันเป็นรูปแบบวิธีการสอนที่พึงประสงค์เพื่อเผยแพร่และใช้ ประโยชน์ในวงกว้างอย่างจริงจัง

                        1.2 ปรับระบบที่เอื้อต่อการนำผลงานด้านการสอนที่มี คุณภาพเพื่อประเมินความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ได้

                   2. สถาบันอุดมศึกษา

                        2.1 สนับสนุนให้มีผลงานด้านการสอนเพื่อใช้ประโยชน์ ในการอบรมครูผู้สอนทั้งหมวดวิชาการศึกษาทั่วไปและการสอน วิชาชีพ โดยเน้นเรื่องความสำคัญของ college teaching ส่วนในเรื่อง การวางแผนนั้นควรเชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนไปพัฒนา กระบวนการเรียนการสอนในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ร่วมกับผู้ชำนาญการ เฉพาะสาขาวิชานั้น ๆ

                        2.2 ส่งเสริมการจัดกิจกรรมนอกหลักสูตรในลักษณะ กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ งานด้านอาสาสมัคร และการจ้างนิสิต นักศึกษาทำงานในสถาบัน เพื่อพัฒนาคุณลักษณะและจริยธรรมใน การทำงาน

                   3. หน่วยงานอื่น

                        ยูเนสโกควรเป็นแกนหลักในการสร้างกระแสให้สถาบัน อุดมศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกเกิดความรู้สึกต้องการพัฒนา กระบวนการสอนของครูทั้งหมวดวิชาการศึกษาทั่วไปและวิชาชีพ เพื่อสร้าง critical mass ในสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เมื่อเกิดความตระหนักถึงความจำเป็นแล้วจึงจะมีการร่วมรณรงค์ ดำเนินงานด้านนี้อย่างจริงจัง

                   กลุ่มที่ 2 ได้อภิปรายหัวข้อ "การอาศัยความเป็นอิสระและ มาตรฐานทางวิชาการระดับสูงให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาสังคม อย่างยั่งยืนและในการแก้ไขปัญหาของสังคมในอนาคต" ซึ่งได้ข้อสรุป ลักษณะโครงการที่ควรดำเนินการ ดังนี้

                   1. การจัดการศึกษาแบบไม่ได้ให้ปริญญา (non-degree programs) ด้านอาณาบริเวณศึกษาในบริบทของภูมิภาคและชุมชน และด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน รวมทั้งการใช้ cultural approach เพื่อ ให้เกิดการเรียนรู้และมีภูมิปัญญาถึงระดับที่จะมีความสามารถในการ แข่งขันของประเทศไทยในประชาคมโลก

                   2. การสร้างความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน บนพื้นฐานของความสามารถและความจำเป็นโดยใช้ประโยชน์จากทั้ง ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น

                   3. การจัด coaching programs โดยผู้เชี่ยวชาญชาวต่าง ประเทศ การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีโดยการทำวิจัยร่วม

                   4. การปรับหลักสูตรใหม่โดยใช้แนวคิดใหม่ซึ่งมีลักษณะ สหวิทยาการและการจัดการแบบข้ามสาขาวิชาหรือมีความหลากหลาย การคำนึงถึง Massification โดยพิจารณาตามบริบทของแต่ละ มหาวิทยาลัย/สถาบัน

                   สถาบันควรอาศัยความเป็นอิสระและมาตรฐานทางวิชาการ ระดับสูงในการส่งสัญญาณเตือนภัยให้แก่สังคม ด้วยการบ่งชี้สภาพ ปัญหาที่พบซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณที่เตือนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับ การพัฒนาที่ยั่งยืน การอุดมศึกษาเพื่อปวงชนควรคำนึงถึงด้วยว่า จะจัดอย่างไรจึงจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน มิใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วสร้างปัญหาตามมา เช่น บางสถาบันที่มีความจำเป็นต้องสนอง ความต้องการทางด้านการเมืองทำให้ต้องรับนักศึกษาด้วยปริมาณ มากทำให้คุณภาพลดถอยลง ไม่เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและก่อให้เกิด ปัญหาต่อเนื่องต่อระบบอุดมศึกษาโดยรวม

                   กลุ่มที่ 3 อภิปรายในหัวข้อ "การประกันคุณภาพการศึกษา ในระดับสากล" สรุปได้ว่าควรจะทำโครงการจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อทำ หน้าที่ด้านการประกันคุณภาพการศึกษาระดับสถาบัน ซึ่งจะใช้ระยะ เวลาในการทำโครงการ 1 - 3 ปี โดยในส่วนของทบวงมหาวิทยาลัย จะทำหน้าที่จัดตั้งองค์กรกลางดังกล่าว ตลอดจนรวบรวมและจัดทำ ดัชนีชี้วัดที่เป็นมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากลร่วมกับหน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมนักวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ มหาวิทยาลัย สถาบันก็จะต้อง จัดตั้งหน่วยงานประกันคุณภาพภายในและจัดทำระบบตรวจสอบ ภายในที่มีมาตรฐานสากลและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์กร กลาง

                   รองปลัดทบวงมหาวิทยาลัย (รศ.ดร.ทองอินทร์ วงศ์โสธร) กล่าวว่า ทบวงมหาวิทยาลัยไม่สามารถจะทำตามข้อเสนอของกลุ่มใน เรื่องการจัดตั้งองค์กรดังกล่าว เนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติได้กำหนดให้มีสำนักมาตรฐานและรับรองคุณภาพการศึกษา แห่งชาติเป็นผู้ดูแลการประกันคุณภาพให้แก่สถาบันการศึกษาใน ทุกระดับ ส่วนเรื่องดัชนีชี้วัดนั้น ขณะนี้ทบวงมหาวิทยาลัยได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัย/สถาบันดำเนินการไปได้มากพอสมควรและเตรียมจะ จัดประชุมพิจารณา external audit ในเดือนสิงหาคมนี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์) เสนอว่าหากมหาวิทยาลัย/สถาบันสามารถพัฒนาการประกันคุณภาพได้แล้ว ควรจะมีบทบาทเข้าไปช่วยประกันคุณภาพให้แก่สถาบันการศึกษาในระดับการศึกษาอื่น ๆ เช่น ระดับอาชีวศึกษา เป็นต้น

                   กลุ่มที่ 4 อภิปรายในหัวข้อ "การส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบการพัฒนาอุดมศึกษาทั้งหมด" ที่ประชุม ได้อภิปรายถึงบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการส่งเสริมการวิจัย โดยถือว่าการวิจัยเป็นภารกิจหลักประการหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษา ปัญหาที่เกี่ยวข้องคือ การแบ่งเวลาสำหรับการสอนและการวิจัย การขาดแคลนเงินทุนสำหรับการวิจัย และการขาดแคลนบุคลากร รุ่นใหม่และนักวิจัยที่มีคุณภาพ ที่ประชุมเห็นว่าควรกำหนดบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาให้ เด่นชัด ในด้านการเรียนการสอนหรือการวิจัยควรมีการกำหนด ลักษณะของสถาบันอุดมศึกษาตามภารกิจหลัก ซึ่งมีทั้งที่เน้นหนัก ในงานวิจัยและที่เน้นเรื่องการเรียนการสอน เช่น วิทยาลัยชุมชน

                   ที่ประชุมเสนอแนะว่าสถาบันอุดมศึกษาควรพิจารณาจัดตั้ง หน่วยงานเอกเทศเพื่อรับงานวิจัยจากภายนอก ซึ่งจะทำรายได้ให้แก่ สถาบัน การทำวิจัยสามารถดำเนินการได้อย่างหลากหลายทั้งการวิจัย ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง การวิจัยร่วมกับต่างประเทศ การเชิญนักวิจัย รับเชิญ (visiting researchers) จากต่างประเทศ การวิจัยร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ต และควรฝึกประชาชนในท้องถิ่นให้เป็นนักวิจัยด้วย ทั้งนี้ ความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาและนักวิจัยต่างประเทศสามารถ ช่วยหาแหล่งเงินทุนในการทำวิจัยได้เป็นอย่างดี

                   เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการทำวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา ที่ประชุมได้เสนอแนะดังนี้

                   1. ทบวงมหาวิทยาลัย

                        1.1 พิจารณากำหนดเป็นนโยบายหรือกำหนดข้อปฏิบัติในการส่งเสริมการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา

                        1.2 สนับสนุนการทำวิจัยในการศึกษาระดับปริญญาโท/เอกซึ่งจะช่วยพัฒนาการเรียนการสอนด้วย

                        1.3 จัดการฝึกอบรมนักวิจัยเพื่อผลิตนักวิจัยรุ่นใหม่

                   2. สถาบันอุดมศึกษา

                        2.1 เชื่อมโยงความต้องการในการวิจัยของสถาบัน กับรัฐบาลและเอกชนเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม

                        2.2 แสวงหางบสนับสนุนการวิจัยจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ภาคเอกชน ชุมชน และต่างประเทศ

                        2.3 พิจารณาลดเวลาการสอนของนักวิจัยเป็นการ ชั่วคราวจนกว่างานวิจัยจะเสร็จ และหมุนเวียนสับเปลี่ยนภารกิจ การสอนและการวิจัยของอาจารย์ต่าง ๆ การให้รางวัลแก่ผลงานวิจัย ดีเด่นจะเป็นการจูงใจให้นักวิจัยผลิตผลงานที่มีคุณภาพด้วย

                        2.4 พิจารณาจัดตั้งหน่วยงานชั่วคราวเพื่อพัฒนาหัวข้อ วิจัยเฉพาะเรื่อง

                        2.5 จัดทำวิจัยเชิงสถาบันเพื่อวิเคราะห์ระบบโครงสร้าง การบริหารตลอดเวลาเพื่อพิจารณาระบบของมหาวิทยาลัย

การระดมสมองเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานและติดตาม ผลการนำปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาฯ ไปปฏิบัติ

                   ที่ประชุมอภิปรายอย่างกว้างขวาง สรุปได้ดังนี้

                   1. ทบวงมหาวิทยาลัย

                        1.1 สังเคราะห์ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเรื่อง priority areas เพื่อใช้เป็นประเด็นการพิจารณาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

                        1.2 กำหนดนโยบายที่จะสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษารับรู้ร่วมกันและดำเนินการอย่างจริงจังทั้งในเรื่อง college teaching กิจกรรมนิสิตนักศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเองและ การบริหารจัดการ

                        1.3 จัดสัมมนาระดับชาติร่วมกับยูเนสโกและหน่วยงาน นานาชาติที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายผลปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษา ในวงกว้าง

                        1.4 เผยแพร่ปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้แก่สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงาน ที่สนใจและที่เกี่ยวข้อง โดยจะจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มและจัดทำลง diskette เพื่อสถาบัน/องค์กรได้กระจายข้อมูลต่อไปได้โดยสะดวก

                        1.5 จัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามผลการดำเนินงาน ในภาพรวม

                        1.6 นำเสนอผลการประชุมระดมสมองให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยและสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยทราบและพิจารณาสนับสนุนให้ดำเนินการในระดับ สถาบัน

                        1.7 จัดเวทีการหารือให้แก่สถาบันอุดมศึกษาและ สถาบันอื่นๆ ของสังคมเพื่อพิจารณาความเข้าใจร่วมกันและพัฒนา ความเชื่อมโยงของระบบการศึกษาทุกระบบ

                   2. ยูเนสโก

                        Prof. Wang แจ้งว่ายูเนสโกยินดีทำงานร่วมกับทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เกิดผลเป็นรูปธรรม

                   3. SEAMEO RIHED

                        ดร.ผดุงชาติ สุวรรณวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคของ ซีมีโอว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนา (SEAMEO Regional Centre for Higher Education and Development-SEAMEO RIHED)แสดงความสนับสนุนต่อการติดตามผลตามข้อเสนอแนะของ ที่ประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับ college teaching พร้อมทั้งรับที่จะนำผลการระดมสมองเข้าเสนอต่อที่ประชุมคณะ กรรมการบริหารของ SEAMEO RIHED ทราบ

                   4. Association of Universities in Asia and the Pacific (AUAP)

                        Dr. Ruben Umaly เลขาธิการ AUAP รับจะนำเสนอให้ คณะกรรมการบริหารของ AUAP ทราบพร้อมทั้งเชิญชวนให้ผู้สนใจ เข้าร่วมประชุม AUAP ในเดือนพฤศจิกายนนี้ที่ประเทศฟิลิปปินส์เพื่อ หารือถึงการขยายผลในเชิงปฏิบัติตามกรอบของปฏิญญาโลกว่าด้วยการอุดมศึกษาฯ

                   5. สถาบันอุดมศึกษา

                        5.1 นำข้อเสนอแนะในประเด็นที่เกี่ยวกับระบบการ บริหารภายในของสถาบันอุดมศึกษาไปพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติให้ชัดเจน

                        5.2 ในบางประเด็นอาจต้องกำหนดนโยบายของ สถาบันอุดมศึกษาที่จะดำเนินกิจกรรมที่เหมาะสมและสอดคล้อง กับความสามารถของสถาบันและความต้องการของชุมชน

                        5.3 สื่อสารกับทบวงมหาวิทยาลัยและระหว่างสถาบันอุดมศึกษาเพื่อทราบถึงความก้าวหน้าและการแสวงหาความร่วมมือ ที่เกี่ยวข้อง